ใช้งาน PubMed ง่ายนิดเดียว

ท่านผู้ใช้ห้องสมุดและนักวิจัยหลายท่านคงคุ้นเคยกับการค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed กันมาพอสมควร ต้องยอมรับเลยว่า PubMed มีกระบวนการสืบค้นที่นับว่าฉลาดล้ำเป็นที่สุด และข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ PubMed ขยันปรับปรุงการใช้งานเสียเหลือเกิน

สำหรับมือใหม่ทั้งหมายอาจจะงงว่า PubMed คืออะไร เห็นมีคำว่า Med อาจจะพอเดาออกว่ามันน่าจะเกี่ยวกับบรรดาคุณหมอแน่ๆ ใช่ครับ แต่นอกเหนือจากคุณหมอแล้วมันยังครอบคลุมผลงานวิจัยสาขา Life Science ทั้งหมด รวมถึงสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากใครคุ้นๆ กับฐานข้อมูล MEDLINE ในสมัยก่อน ก็คือตัวเดียวกันนี่แหละครับ เพียงแต่เมื่อ MEDLINE เกิดใจดีเปิดให้ค้นกันได้อย่างอิสระก็เลยกลายมาเป็น PubMed อย่างในปัจจุบัน คือมาจาก Public + MEDLINE นั่นเอง

ที่บอกว่า PubMed ค้นฉลาดนั้นก็เพราะกระบวนการจัดการกับคำค้นที่เราใส่ลงไปนั้นเป็นระบบระเบียบเสียเหลือเกิน (ถ้าสนใจวิธีการแบบเต็มๆ ต้องไปหาอ่านเอาเองในเว็บของ PubMed นะครับ) ช่องกรอกคำค้นของ PM (ขออนุญาตย่อ) มีอยู่ช่องเดียว อยากค้นอะไรก็ใส่ลงไป เชื่อมคำด้วย AND OR NOT ตามปกติ จะใส่วงเล็บคร่อมวลีไหนก็ตามสะดวก

รูปแบบการค้นก็คล้ายๆ Search Engine ครับ ช่องเดียวจบ แต่ถ้าพิมพ์ไปซักหน่อยจะเห็นความฉลาด (บางคนบอกว่ามันสอดรู้ ฮา) ก็คือระบบจะเดาคำศัพท์ที่เรากรอกลงไปว่าใกล้เคียงกับคำหรือวลีใด เป็นไกด์ให้เราเพื่อเพิ่มความสะดวก อย่างเช่นตัวอย่าง (รูปที่ 1) ผมลองพิมพ์คำว่า diabetes ยังไม่ทันพิมพ์จบ ระบบก็นำเสนอทันทีว่าใช่คำเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งก็เป็นคำศัพท์ที่ PM สะสมไว้เป็น Subject Heading นั่นเองครับ

รูปที่ 1

รูปที่ 2

เมื่อเสนอมาผมก็สนองซักหน่อย ผมลองจิ้มเลือก diabetes type 2 ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์มากถึง 77,206 รายการ ถึงตรงนี้เราสามารถจำกัดผลลัพธ์ได้ด้วยคำสั่งทางซ้ายมือครับ (รูปที่ 2) ซึ่งคำสั่งพื้นฐานที่ระบบเตรียมไว้ให้ก็คือ

  • Text availability คือจะแสดงผลเฉพาะรายการที่มี Abstract เท่านั้น รายการที่เข้าถึง Fulltext ได้     หรือจะเลือกเฉพาะรายการที่เป็นของฟรีเท่านั้นหรือไม่
  • Publication dates คือเจาะจงอายุของผลงานวิจัยนั้นไหม ว่าจะเป็น 5 ปีหลังสุด 10 ปีหลังสุด หรือจะระบุเองก็ได้
  • Species อันนี้น่าจะหมายถึงเป็นงานวิจัยในมนุษย์หรือในสัตว์
  • Article Types อันนี้คือประเภทของผลงานว่าเป็นรูปแบบใด
  • Languages อันนี้หมายถึงต้นฉบับเป็นภาษาใด

ถ้าอยากจำกัดขอบเขตมากกว่านี้เราก็เลือกเพิ่มได้ โดยคลิกเลือกที่คำสัง Show additional filters ที่อยู่ด้านล่าง

รูปที่ 3

รูปที่ 4

และจากรายการผลลัพธ์ที่ได้ PM ก็จะแสดงให้รู้กันเลยว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของฟรี สามารถโหลด Fulltext ไปอ่านได้ฟรีๆ เนื่องจากเป็นบทความประเภท OpenAccess นั่นเอง (รูปที่ 3) และข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าเห็นว่าชื่อผลงานชิ้นใดมีวงเล็บปีกกาคร่อมอยู่ล่ะก็ แสดงว่าผลงานชิ้นนั้นมีต้นฉบับเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ และ PM ก็จะบอกไว้ให้รู้ด้วยว่าเป็นภาษาอะไร อย่างในตัวอย่าง (รูปที่ 4) ก็จะบอกว่าต้นฉบับเป็นภาษาเยอรมัน

PubMed เป็นฐานข้อมูลที่ค้นง่ายครับ แถมยังฟรีอีกด้วย ฟรีในที่นี้คือค้นได้ฟรี จะค้นที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเจอ Free Article ก็โหลดกันได้ฟรีๆ แต่ถ้าเจอบทความที่ไม่ใช่ Free Article อันนี้ก็ต้องพึ่งเน็ตของมหาวิทยาลัยนะครับ เพราะบอกแล้วว่า PubMed เขาให้ค้นฟรี (แต่โหลดไม่ฟรี)

ค้นหาวิทยานิพนธ์ (ของสถาบันอื่น)

ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้วที่พาทุกท่านมาค้นหา Thesis ของมหิดลแบบฉบับเต็มกัน ทีนี้ถ้าอยากอ่านของสถาบันอื่นล่ะ จะทำได้ไหม

ได้สิครับ เดี่ยวนี้เราสามารถโหลดอ่านวิทยานิพนธ์ฉบับเต็มของมหาวิทยาลัยในประเทศได้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะสถาบันของรัฐที่อยู่ในการเครือของ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งมีโครงการจัดทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า TDC หรือ Thai Digital Collection เป็นการรวบรวมผลงานจากนักศึกษา อาจารย์ หรือนักวิจัยทางสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลในการนำไปต่อยอดความรู้ ข้อมูลที่เราเข้าถึงได้นั้นก็มีหลายรูปแบบ อาทิ วิทยานิพนธ์ รายงาน งานวิจัย บทความ ไฟล์เสียง รูปภาพ ที่สำคัญคือเราจะได้เอกสารแบบเต็มๆ มาอ่าน ไม่ใช่ได้แค่บทคัดย่อให้เสียอารมณ์ครับ

เริ่มใช้งานกันเลยดีกว่าครับ ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของ โครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS : Thai Library Integrated System) ตามภาพที่ 1 เมนูด้านบนจะมีคำสั่งให้เราเลือกใช้ คือ Basic Search และ Advanced Search ลองเริ่มกันที่ Basic Search กันก่อนนะครับ มันก็คือกระบวนการค้นหาแบบง่ายๆ ไม่ต้องเพิ่มฟังก์ชั่นอะไรให้ยุ่งยากครับ คลิกเข้าไปก็จะได้ตามภาพที่ 2

ภาพที่ 1 หน้าตาของฐานข้อมูล TDC

ภาพที่ 2 ขั้นตอนการค้นหา

ที่หน้านี้จะมีกล่องให้เราใส่คำค้นที่ต้องการ ใช้ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษนะครับ (1) ถัดมาจะเป็นการระบุ field ของคำค้นที่เราใส่ลงไปว่าจะให้อยู่ส่วนไหนของเอกสาร เช่น ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง หัวเรื่อง เป็นต้น (2) ถัดลงมาเราสามารถระบุได้ว่าต้องการค้นหาผลงานจากสถาบันใด (3) และสุดท้ายเราก็เลือกว่าจะค้นหาเอกสารชนิดใด (4) เสร็จแล้วก็คลิกค้นหาได้เลย

ภาพที่ 3 เป็นตัวอย่างหน้าจอแสดงผลการค้นหาที่ได้ ตัวอย่างที่ผมลองค้นนะครับ ผมค้นจากคำค้น “ไข้หวัดนก” ระบุว่าเป็น “ชื่อเรื่อง” ค้นหาผลงานเฉพาะของจุฬาฯ เท่านั้น และขอเป็นวิทยานิพนธ์เท่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีอยู่ 6 รายการ

ภาพที่ 3 แสดงผลการค้นหา

ภาพที่ 4 เมื่อคลิกที่ชื่อเรื่องก็จะพบไฟล์ฉบับเต็ม

ทีนี้อาจจะสงสัยว่าจริงเหรอ มีแค่นี้จริงๆ เหรอ ความจริงอาจมีมากกว่านี้ครับแต่ว่าแต่ละสถาบันจะคัดเลือกผลงานมาเติมในฐานข้อมูลมากน้อยแตกต่างกันครับ บางแห่งก็อาจกำลังดำเนินการอยู่ จึงยังไม่ครบทั้งหมด ดังนั้นถ้าต้องการจะค้นเจาะลงแต่ละสถาบันก็แนะนำว่าให้เข้าไปค้นเพิ่มเติมโดยตรงที่เว็บไซต์ของสถาบันนั้นๆ ครับ

มาถึงวิธีการ download ไปอ่านกันล่ะครับ เมื่อเจอรายการที่ต้องการแล้วเราก็คลิกที่ชื่อของเอกสารได้เลย ระบบจะวิ่งไปหาไฟล์ Full Text ให้ ทีนี้เอกสารบางฉบับเขาอาจรวมมาให้เป็นไฟล์เดียว ถ้าเอกสารหนามากๆ ไฟล์ก็อาจจะใหญ่ และบางครั้งเอกสารก็จะแยกเป็น Chapter มาให้ เราก็ต้องค่อยๆ โหลดเก็บทีละ Chapter จนกว่าจะครบนั่นแหละครับ แต่ก็จะไวหน่อยเพราะไฟล์จะมีขนาดเล็กกว่า อย่างในตัวอย่าง (ภาพที่ 4) เป็นไฟล์วิทยานิพนธ์หนึ่งเล่มที่รวมมาให้แล้วเพียง 1 ไฟล์ เราก็คลิกที่ตัวไฟล์ได้เลยครับ

ภาพที่ 5 ข้อตกลงก่อนการ download เอกสาร

ระบบจะแสดงหน้าจอใหม่ขึ้นมา (ภาพที่ 5) เป็นประกาศคำเตือนต่างๆ ของทาง สกอ. เพื่อแจ้งระเบียบของการนำไปใช้งาน (อ่านซักนิดก็ดีนะครับ) ด้านล่างก็จะมีกล่องเล็กๆ ให้เราคลิกเพื่อแสดงว่าเรารับทราบข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ถัดลงมาจะมีช่องทางสำหรับ download ครับ คือทาง สกอ. จะเปิดช่องทางให้เราเข้าไปโหลดได้สองทาง คือจาก ThaiLIS หรือจาก Servers ของสถาบันเจ้าของผลงานโดยตรง ตรงนี้ผมขอแนะนำว่าให้เลือกโหลดจาก ThaiLIS จะค่อนข้างไวกว่าเยอะ เพราะบางทีถ้าเราเลือกดึงไฟล์จากต้นสังกัดโดยตรง อาจเจอไฟล์เสีย เน็ตช้า หรือปัญหาอื่นจิปาถะ เลือกจาก ThaiLIS จะชัวร์กว่าครับ

เป็นยังไงล่ะครับ ง่ายและสะดวกดีใช่ไหมครับ ส่วนการค้นหาแบบ Advanced Search ก็เพียงแค่ให้เราเพิ่มคำค้นได้ และระบุช่วงเวลาที่ต้องการได้ การใช้งานฐานข้อมูลนี้ต้องใช้งานภายในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของสถาบันการศึกษานะครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้งานนอกเครือข่ายก็ต้องสมัครสมาชิกเสียก่อน ซึ่งจะมีเมนูคำสั่งอยู่ด้านบนของเว็บไซต์อยู่แล้ว นอกเหนือจากนี้ วิธีการค้นแบบละเอียดและข่าวสารต่างๆ ก็สามารถคลิกดูได้เช่นกันครับ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับสำหรับท่านที่ต้องการอ่านวิทยานิพนธ์แบบเต็มๆ รวมถึงเอกสารประเภทอื่นด้วย ฐานข้อมูลหลายฐาน (ของไทย) มักจะเปิดอ่านได้แค่บทคัดย่อหรือบางฐานก็ได้แค่ References ซึ่งขัดใจอย่างมากใช่ไหมครับ แต่ฐานนี้ให้ Full Text มาอ่านแบบไม่มีเม้ม ข้อจำกัดประการเดียวก็คือยังมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็นับว่ามีข้อมูลอยู่มากพอสมควรครับ หากอยากจะค้นหาเพิ่มเติมก็ต้องเข้าไปค้นที่สถาบันนั้นๆ โดยตรงนะครับ

ค้นหาวิทยานิพนธ์ (เฉพาะของมหิดล)

วิทยานิพนธ์ เป็นอีกหนึ่งแหล่งข้อมูลสำหรับนักศึกษาและนักวิจัยที่นิยมนำไปต่อยอดความรู้ ในยุคที่สื่อดิจิตอลมาแรงแบบนี้ วิทยานิพนธ์ในรูปแบบไฟล์ PDF จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้นและห้องสมุดก็นิยมนำมาให้บริการ เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว และง่ายต่อการใช้งานมากกว่าตัวเล่มที่มักมีขนาดใหญ่โต แต่การที่วิทยานิพนธ์อยู่ในรูปแบบไฟล์ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการผิด พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน

เรื่องของลิขสิทธิ์นั้นเอาไว้มาคุยกันในคราวหลังละกันครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงการสืบค้นวิทยานิพนธ์กัน ตามปกติเราสามารถค้นหาวิทยานิพนธ์ได้จากฐานข้อมูลห้องสมุด OPAC ได้ แต่ตอนนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จับเอาวิทยานิพนธ์ฉบับเต็มใส่เข้าไปให้เราดึงออกมาอ่านได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแต่มีข้อแม้ตรงที่ไฟล์เอกสารที่ได้จะเปิดอ่านได้เท่านั้น จะไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ถามว่าลดได้จริงหรือ ก็เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งละกันครับ

วิธีการค้นนั้นก็เหมือนกันการค้นหาหนังสือในห้องสมุดทั่วไปเลยครับ เข้าไปที่ Mahidol Library Catalog ซึ่งสามารถใช้งานได้ทุกวิทยาเขตเพียงแค่ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมหิดลเท่านั้น จากนั้นก็ค้นหาตามปกติ โดยอาจระบุขอบเขตการค้นว่าให้แสดงผลเฉพาะวิทยานิพนธ์ (Thesis) เท่านั้น โดยเมื่อแสดงผลการค้นในขั้นแรกแล้ว ให้เลือกที่คำสั่ง Limit/Sort Search ที่อยู่ด้านบน (ภาพที่ 1) จากนั้นเลือกประเภทของทรัพยากรที่ต้องการ ซึ่งมีหลายรูปแบบ อาทิ หนังสือ วารสาร สื่อมัลติมีเดีย รูปภาพ สไลด์ รายงาน กรณีนี้เราเลือกที่ Thesis จากนั้นคลิก Submit (ภาพที่ 2) ระบบจะแสดงผลการสืบค้นเฉพาะวิทยานิพนธ์ตามที่เราต้องการ

ภาพที่ 1 เมื่อค้นหาในขั้นตอนแรกแล้ว ให้เลือกที่คำสั่งด้านบนเพื่อระบุขอบเขต

ภาพที่ 2 เลือกประเภทที่ต้องการ ในตัวอย่างเลือกให้แสดงเฉพาะ Thesis

จากนั้นเราก็เลือกหาวิทยานิพนธ์เล่มที่ต้องการให้เจอ คลิกที่ชื่อวิทยานิพนธ์ก็จะได้หน้าต่างใหม่ขึ้นมา แสดงรายละเอียดของตัวเล่มและระบุสถานที่ว่าจัดเก็บอยู่ที่ห้องสมุดไหน และถ้าวิทยานิพนธ์เล่มใดที่อนุญาติให้อ่านฉบับเต็มได้ ตรงกลางจอก็จะมีแถบคำสั่งให้ download ได้ (ภาพที่ 3) แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมหิดลเท่านั้นนะครับ หากไปใช้อินเทอร์เน็ตจากภายนอกอาจจะสืบค้นได้ แต่ว่าจะ download ไม่ได้ ไฟล์เอกสารที่ได้จะมีลายน้ำเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยติดอยู่ทุกหน้าเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเองครับ และจะปริ้นท์ออกมาไม่ได้เช่นกัน ให้อ่านได้อย่างเดียว

ภาพที่ 3 download วิทยานิพนธ์ฉบับเต็มได้เลย

ง่ายใช่ไหมล่ะครับกับการค้นหาวิทยานิพนธ์ของมหิดลเรา ผลงานของนักศึกษษของเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีจำนวนมหาศาลเชียวครับ ดังนั้นในตอนนี้จึงอาจจะเปิดอ่านฉบับเต็มไม่ได้ทุกเล่ม ยิ่งเป็นฉบับเก่าๆ ด้วยแล้วก็ยังต้องรอการสแกนอยู่ แต่ถ้าเป็นฉบับยุคใหม่ๆ หรือถ้ามีเป็นไฟล์ต้นฉบับก็จะรอไม่นานครับ ทางหอสมุดฯ กำลังทยอยจัดการกับข้อมูลอยู่ ถ้าสมบูรณ์เมื่อใดก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากทีเดียว

คราวหน้ามาดูกันครับว่าแล้วถ้าจะหาวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะทำยังไงได้บ้าง

สูตรลับเพื่อการหา paper ขั้นเทพ (ตอนที่ 3)

ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้หลายท่านแวะมาถามไถ่ก็คือ อุตส่าห์ค้นจากฐานข้อมูลแล้วทำไมถึงยังโหลด paper ไม่ได้ คำตอบง่ายมากครับ ก็เพราะว่าเราไม่สามารถดึง paper ออกมาได้จากทุกฐานน่ะสิครับ ด้วยเหตุผลของข้อจำกัดต่างๆ อย่างช่วงปีที่เราบอกรับ หรือแม้แต่ตัวฐานข้อมูลเอง ที่วันดีคืนดีก็อนุญาตให้โหลดได้ แต่วันดีคืนดีอีกเช่นกัน ที่เคยโหลดได้ก็ถูกปิดไปซะเฉยๆ

เรามักจะกระตุ้นและรณรงค์ให้ผู้ใช้หันมาใช้ฐานข้อมูลกันมากๆ เพราะว่าฐานข้อมูลแต่ละชุดนั้นมีราคาบอกรับสูงมากเชียวครับ บอกตัวเลขไปแล้วอาจจะตกใจได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังกลับนิยมใช้ search engine ยอดนิยมอย่าง google อยู่นั่นเอง จะเถียงก็ได้ได้เพราะเขาใช้แล้วมันดันเจอจริงๆ เสียอีก แถมเจ้า google ก็หัวใสคิดค้น google scholar ออกมาอีก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ หลายคนก็เลยแย้งว่า เห็นไหม เราไม่จำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลอะไรยุ่งยากเลย แต่ผมก็ขอเรียนกลับไปครับว่า แล้วที่ค้นเจอน่ะมันโหลด paper ได้จริงไหม และที่โหลดได้น่ะ ก็เพราะเล่นในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมหา′ลัย มันจึงไม่แปลกที่จะดึง paper ออกมาได้นั่นเอง

เอาเป็นว่าการใช้ google ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะห้องสมุดเองก็ยังใช้ครับ แต่หากต้องการจะได้ข้อมูลที่เป็นวิชาการสักหน่อยก็ยังคงแนะนำให้ใช้ฐานข้อมูลที่ห้องสมุดบอกรับจะเข้าท่ามากกว่านะครับ

ทีนี้การจะค้นหา paper แบบขั้นเทพนั้น ก็ต้องรู้จักฐานข้อมูลกันเสียก่อน แต่ก่อนนั้นฐานข้อมูลอาจจะมีทั้งที่ให้เฉพาะข้อมูลบรรณานุกรมกับบทคัดย่อ บางฐานก็ให้ fulltext เลย ส่วนใหญ่จะเป็นฐานข้อมูลของสำนักพิมพ์หรือสถาบันต่างๆ ที่เป็นผู้ผลิตวารสารนั้นๆ แต่ทุกวันนี้ฐานข้อมูลที่ให้แค่บรรณานุกรมดูจะล้าสมัยไปเสียแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเชื่อมโยงไปหาฉบับเต็มให้ผู้ใช้ เพราะมันแทบจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าค้นแล้วเจอแค่บรรณานุกรม

สำหรับผู้ใช้ภายในสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ ลองเลือกใช้จากฐานที่สถาบันของท่านบอกรับนั่นแหละ มันจะโหลด paper ได้ทั้งนั้น (ไม่งั้นเขาคงไม่บอกรับให้หรอกครับ) แต่จะได้หรือไม่นั้นขึ้นกับวารสารที่บอกรับและช่วงปีที่บอกรับ อย่างเช่นสมมุติว่าเลือกใช้ Wiley ซึ่งมีวารสารในเครือของเขาเป็นพันเชียวครับ แต่ว่าห้องสมุดบอกรับสักเท่าไหร่ล่ะ ถ้าบังเอิญบทความนั้นไปอยู่ในชุดที่ไม่ได้บอกรับ ก็เป็นอันจบข่าว หรือถ้าบอกรับแล้วมันอยู่ในช่วงปีไหนล่ะ ถ้านอกเหนือจากนี้ก็จบข่าว ถามว่าทำไมไม่ซื้อให้หมดซะ แหม ก็เรื่องงบประมาณมันก็สำคัญนะครับ หรืออีกอย่างหนึ่ง ห้องสมุดอาจจะมีวารสารฉบับตัวเล่มอยู่แล้ว ก็จึงไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อชุดที่เป็น archives บางทีลองค้นที่เป็นตัวเล่มบ้างก็อาจจะมีนะครับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าโหลดได้หรือไม่ ถ้าไม่ลองคลิกดู บางฐานไม่ต้องเสียเวลาลองโหลดครับ เขาจะมีสัญลักษณ์บอกเราให้ทราบอย่างเช่น

  • ScienceDirect     หากโหลดได้จะมีสัญลักษณ์สีเขียวปรากฏที่หน้าบทความ ถ้าไม่ได้จะเป็นสัญลักษณ์สีขาว
  • Springer    ถ้าโหลดได้จะมีสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมสีเขียว ถ้าไม่ได้จะเป็นสีขาว ถ้าเป็นสีเขียว/ขาวอย่างละครึ่ง ซึ่งจะแสดงหน้าฉบับ หมายถึงว่าอาจจะมีบางบทความในฉบับนั้นที่โหลดไม่ได้
  • Wiley        จะเป็นรูปกุญแจ ถ้ากุญแจปลดล็อคก็จะโหลดได้
  • Liebert Online    นี่ก็ใช้รูปกุญแจเหมือนกัน
  • OCLC FirstSearch    ถ้าฉบับไหนโหลดได้จะพิมพ์เป็นตัวหนา

ScienceDirect ใช้สัญลักษณ์สีเขียว – ขาว

SpringerLink ใช้รูปสี่เหลี่ยวสีเขียว – ขาว

Wiley ใช้รูปกุญแจปลดล็อค

Liebert Online เป็นรูปุกญแจ

 ส่วนฐานอื่นๆ ถ้าไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ก็ต้องอาศัยเสี่ยงคลิกเอาแล้วล่ะครับ ถ้ามันขึ้นถาม account ก็ไม่ต้องถามต่อครับ

คราวหน้าจะมาลองค้นจากฐานข้อมูลกันแล้วนะครับ จะนำตัวอย่างมาให้ดูกันเป็นกรณีศึกษาที่พบจริงจากผู้ใช้ อาจจะตรงกับปัญหาที่ท่านเคยเจอก็ได้นะครับ

สูตรลับเพื่อการหา paper ขั้นเทพ (ตอนที่ 2)

 

คราวที่แล้วเราว่ากันด้วยสาเหตุของความละเหี่ยใจที่ค้นหา paper ไม่ได้กันไปแล้วนะครับ คราวนี้เรามาดูกันว่าจะมีวิธีการค้นหาอย่างไรบ้างถึงจะเจอ paper ที่เราต้องการ

ก่อนอื่นเลยก็ต้องทราบก่อนว่าเราจะค้นหาจากที่ไหน แค่คำถามนี้ก็น่าเหนื่อยใจแล้วใช่ไหมล่ะครับ ยิ่งถ้ามหา′ลัยเราบอกรับวารสารเพียบฐานข้อมูลตรึมอย่างนี้ แล้วอิฉันจะเลือกอันไหนละเนี่ย จริงๆ แล้วเป็นข้อดีมากๆ เลยนะครับที่ทางคณะ หรือทางมหา′ลัยเราบอกรับวารสารและฐานข้อมูลให้มากมายถึงเพียงนี้ เพราะหมายความว่าโอกาสที่เราจะค้นเจอ paper มันก็เยอะตามไปด้วย ทำนองว่ามีไว้เผื่อได้ใช้ยังดีกว่าจะใช้แล้วไม่มีนะครับ ซึ่งอาจจะทำให้สับสนไปบ้าง แต่ก็น่ายินดีที่ทางมหา′ลัยให้การสนับสนุนนะครับ

การค้นหานั้นผมเคยเล่าไปแล้วเมื่อครั้งกระโน้นในบทความ เบื้องต้นของเบื้องต้นกับการค้นหาข้อมูล จะขออนุญาตย้อนคร่าวๆ ว่าส่วนใหญ่เราค้นหากันอยู่สองรูปแบบ คือเริ่มจากไม่มีอะไรเลยนอกจากคำค้น (keyword) คือฉันอยากจะรู้เรื่องอะไรแค่นั้น กับแบบที่สองคือมี reference อยู่ในมือแล้วอยากจะหาต้นฉบับมาอ่าน จากประสบการณ์ที่พบก็รู้สึกว่าจะมีปัญหาทั้งสองแบบครับ

อย่างแรกคือเรามีหัวข้อที่จะค้นแล้ว แต่จะค้นยังไง ใช้อะไรค้น ฐานข้อมูลไหนดี เข้ายังไง ฯลฯ ส่วนใหญ่รุ่นพี่ๆ เขาก็จะถ่ายทอดเป็นคำสั่งเสียกันมาใช่ไหมครับว่าใช้ ScienceDirect สิ ง่ายด้วย ค้นอะไรก็เจอแหละ คือมันเป็นฐานยอดนิยมและใช้ง่ายจริงๆ ครับ หลายคนเลยพึ่งพาแต่ SD ทั้งที่มีฐานอื่นอีกตั้งมากมาย ไม่ผิดหรอกครับที่จะใช้ SD เพราะมันมีข้อมูลมากจริงๆ แล้ววารสารในนั้นก็ล้วนแต่เป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติทั้งนั้น แต่เจ้า SD มันครอบคลุมวารสารเฉพาะในเครือของ Elsevier เท่านั้นน่ะสิครับ เราจึงพลาดโอกาสในการอ่านงานวิจัยดีๆ จากสำนักพิมพ์อื่นด้วย

เด็กมหิดลมีโอกาสใช้ฐานข้อมูลมากมายครับทั้งที่มหา′ลัยบอกรับ และทาง สกอ. บอกรับ รวมถึงของฟรีๆ ทั้งหลายด้วย แต่ส่วนใหญ่ผมก็จะแนะนำฐานข้อมูลใหญ่ๆ เอาไว้เป็นแหล่งพึ่งพิง อย่างเช่น ถ้าเป็นนักเคมีก็ต้องพึ่ง SciFinder ทันทีครับ เพราะนี่คือฐานข้อมูลงานวิจัยทางเคมีที่น่าจะใหญ่เบิ้มที่สุดแล้ว หรือจะลองใช้ ACS (American Chemical Society) ก็ไม่ผิด ถ้าเป็นนักฟิสิกส์ก็ต้อง IOP (Institute of Physics) หรือ AIP (American Institute of Physics) นักชีวเคมีก็ต้องลอง PubMed นักคณิตศาสตร์ก็ลอง Zentralblatt MATH ดีไหมครับ อ้าว เป็นคุณหมอก็ต้อง MEDLINE เลย คุณพยาบาลลองใช้ CINAHL นะครับ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

แต่ความจริงแล้วฐานข้อมูลเฉพาะทางแบบนี้มันอาจจะไม่ทำให้อิ่มได้ครับ ถ้าอยากได้ข้อมูลหลากหลายจริงๆ ต้องค้นจากหลายๆ ฐานข้อมูลครับ หรือถ้าคิดอะไรไม่ออกจริงๆ มึนๆ มาอย่างนี้ก็จะแนะนำว่าลองใช้ฐานข้อมูลประเภท Multidisciplinary Databases ก็อย่างเช่น ScienceDirect Scopus Web of Science EBSCO ฯลฯ ฐานพวกนี้จะรวบรวมงานวิจัยหลากหลายสาขาวิชาครับ มันจึงมีขนาดใหญ่และครอบคลุมเนื้อหามากมาย ใช้งานง่าย ดังนั้นหากจะเริ่มต้นค้นหาก็ลองใช้ฐานจำพวกนี้ก่อนก็ไม่เลวครับ

ทีนี้ก็เรื่องคำที่เราใช้ค้น อันนี้ก็ตามแต่อัธยาศัยครับ ซึ่งถ้าเป็นศัพท์เฉพาะตายตัวก็ไม่น่าจะมีปัญหา ที่ไม่เจอส่วนใหญ่ก็จะพิมพ์ผิดเองเสียมากกว่า ทริกส่วนใหญ่ที่ใช้นั้นจะขอยกตัวอย่างจาก ScienceDirect ที่นิยมใช้กันนะครับ อย่างเช่นจะค้นหาเรื่อง Star-block polymer ก็จะความสงสัยว่า ต้องพิมพ์แบบนี้เลยมั้ย ถ้าไม่ใส่ – จะมีผลยังไง ถ้าอยากได้คำนี้เป๊ะๆ เลยทำยังไง

จากตัวอย่างนะครับ ลองใช้คำว่า Star-block polymer ใน field ที่ระบบตั้งเป็น default เอาไว้คือ Abstract, Title, Keyword จะได้ผลลัพธ์ 150 บทความ (A) ถ้าลองไม่ใส่ – คั่นระหว่าง Star กับ block ก็ยังได้ 150 บทความเท่ากัน (B) การใส่หรือไม่ใส่จึงไม่มีผลใดๆ ทีนี้ถ้าลองใส่เครื่องหมาย “…” คร่อม จะได้ผลลัพธ์แค่ 2 บทความ (D) หมายถึงว่า 2 บทความจะมีคำว่า “Star-block polymer” เต็มคำแบบนี้ อยู่ในบทคัดย่อ หรือชื่อบทความ หรือในคำสำคัญ เอ้าแล้วถ้าอยากให้คำนี้โผล่เป็นชื่องานวิจัยอย่างเดียว ระบบค้นแล้วก็บอกเราว่าเจอแค่ 1 บทความ แต่ถ้าเกิดลองแยกคำออกเป็น 3 คำ แล้วเชื่อมด้วย AND ก็จะได้ผลลัพธ์ 150 บทความ (C) เท่ากับการค้นแบบแรก ถ้าอยากได้เยอะๆ ก็เปลี่ยนเป็นให้ค้นในทุก field ก็จะได้ถึง 7,785 บทความ … เห็นไหมครับว่าคำค้นเดียว ค้นได้ตั้งหลายรูปแบบแน่ะ

ไม่ใช่เฉพาะ ScienceDirect เท่านั้นครับ ทุกๆ ฐานก็จะมีคอนเซ็ปป์เดียวกันทั้งนั้น

  • ถ้าหนึ่งชุดคำค้นประกอบคำย่อยๆ เรียงกัน อย่างเช่น Star-block polymer ต่อให้เราแยกคำแล้วเชื่อด้วย AND กับใส่ลงไปทั้งดุ้นแบบนี้ก็ให้ผลเท่ากัน คือถ้าเราเว้นวรรค ระบบจะเชื่อมให้อัตโนมัติด้วยคำว่า AND
  • ถ้าต้องการให้เจาะจงคำนี้เต็มๆ ให้ใส่เครื่องหมาย “…” คร่อมชุดคำค้นด้วย
  • ผลลัพธ์จะมากหรือน้อยบางทีขึ้นอยู่กับการระบุ field ด้วย เช่นถ้าเราบอกว่าเอาทุก field ก็จะได้ผลลัพธ์มหาศาล แต่อาจจะมีขยะเยอะ เพราะถ้าระบบเจอคำที่เราใส่ลงไปไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของบทความมันก็จะดึงออกมาให้หมดเกลี้ยง
  • การเลือกสาขาวิชาก็อาจจะช่วยได้ ถ้างานวิจัยเราเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เราก็อาจจะไม่ต้องเลือกให้ระบบค้นงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์มาด้วยก็ได้
  • ดูดีๆ บางฐานข้อมูลมีรวมทั้งบทความจากวารสารและหนังสือ ถ้าเราเลือกหมด ก็อาจจะได้รายการหนังสือปนมาด้วย
  • ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ลองสังเกตบทความที่เราได้มาแล้วว่าเขาใช้คำสำคัญว่าอะไร เดี๋ยวนี้แทบทุกวารสารจะให้ผู้วิจัยระบุคำสำคัญของผลงานแนบไว้ด้วย เราก็เอาคำสำคัญนั้นมาต่อยอดได้อีก เพราะบางทีคำที่เราใช้อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้
  • ถ้าเจองานวิจัยที่ใช่แล้ว อย่าโหลดแต่ PDF กลับไป ลองเปิดแบบ html ดูบ้างก็ดี เพราะฐานข้อมูลมักจะเชื่อมต่อไปหาบทความที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือสัมพันธ์กันให้ (Related Article) หรือเราอาจจะ link ที่ชื่อผู้ทำวิจัยว่าเขามีผลงานอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันไหม หรือแม้กระทั่ง reference ด้านท้าย เดี๋ยวนี้ก็มี link เชื่อมไปให้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลามาค้นอีกรอบให้เมื่อยตุ้ม

ลองค้นหากันดูนะครับ ฐานข้อมูลส่วนใหญ่ก็มาแนวนี้ทั้งนั้นครับ แล้วแต่รูปแบบความฉลาดของระบบสืบค้นว่าใครจะเทพกว่าใคร แต่ก็ไม่หนีไปจากกฎเหล่านี้ คราวหน้าจะลองมาดูวิธีโหลด paper ฉบับเต็มกันบ้าง ว่ามันโหลดกันยากจริงไหม

สูตรลับเพื่อการหา paper ขั้นเทพ (ตอนที่ 1)

เวลาที่หา paper วิชาการจากฐานข้อมูล หลายท่านประสบปัญหาโลกแตกว่า “ทำมั้ย ทำไม ฉันถึงหาไม่เจอซักที” หรือ “เห็นอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ทำไมน้อถึงโหลดมาอ่านไม่ได้” อาการแบบนี้มันชวนให้เจ็บกระดองใจใช่ไหมครับ แต่พอเดินน้ำตานองมาถามพี่บรรณารักษ์ เอ๊ะ ทำไมเค้าโหลดได้ล่ะ !!?? ช่างเทพจริงๆ

ความจริงไม่ได้เป็นเทพหรอกครับ เพียงแต่ว่าเราพอจะรู้ช่องทางในการคุ้ยแคะโหลด paper นั้นมาได้เท่านั้น แต่ก็มีบาง paper ที่ต้องบอกว่าจนปัญญาจริงๆ เหมือนกัน

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ค้นไม่เจอก็คือการค้นไม่ถูกที่ … อ้าว จะไม่ถูกได้ไงล่ะ ก็หนูค้นจาก Database ของห้องสมุดเชียวนะ มันมี link มาให้แต่มันดันเปิดไม่ได้นี่นา อันนั้นมันก็ถูกครับ บางฐานข้อมูลเขาก็จะเชื่อม link ไปยังบทความเต็มให้ แต่บางบทความมันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิครับ เหตุผลที่พบเป็นประจำก็คือ

1. ฐานข้อมูลที่ใช้เป็นฐานข้อมูลประเภทบรรณานุกรม หมายถึงว่าฐานนั้นจะรวบรวมงานวิจัยไว้มากมาย แต่ว่าจะไม่ได้ให้บทความเต็มแก่เรา แต่จะทำการผูก link ไปให้ ซึ่งถ้าคลิกไปแล้วไปเจอเอาบทความที่อยู่ในวารสารที่มหิดลบอกรับหรือเป็นของฟรี อันนี้ก็โชคดีไป เราก็จะเปิดอ่านฉบับเต็มได้ทันที แต่ถ้าวารสารนั้นดันอยู่นอกเหนือจากที่มหิดลบอกรับ ก็ต้องอดอ่านไปตามระเบียบ ฐานข้อมูลจำพวกนี้ที่นิยมใช้กันก็เช่น PubMed Scopus

2. ฐานข้อมูลนั้นอนุญาตให้เราเปิดอ่านฉบับเต็มได้ไม่ครบทุกชื่อ อันนี้เจอกันบ่อยมากครับ โดยเฉพาะฐานข้อมูลยอดนิยมนิรันดร์กาลอย่าง ScienceDirect นักศึกษาและนักวิจัยแทบทุกท่านต่างคุ้นเคยกันดีใช่ไหมครับ บางท่านคิดไปว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่าง ความจริงแล้ว ScienceDirect ไม่ได้มีครบทุกสิ่งอันนะครับ ถ้าใครที่ใช้บ่อยๆ จะทราบว่าให้ดูสัญลักษณ์หน้าบทความ หากเป็นสัญลักษณ์สีเขียวหมายถึงเปิดอ่าน fulltext ได้ ถ้าเป็นสีขาวคืออ่านไม่ได้ ถามว่าแล้วทำไมมันเขียวบ้างขาวบ้างล่ะ อันนี้เป็นเพราะข้อกำหนดที่ สกอ. (สนง. การอุดมศึกษาแห่งชาติ) ได้ทำไว้กับบริษัท Elsevier ผู้ผลิต SD นี่เองครับ ในนั้นมีวารสารและหนังสือเป็นหมื่นๆ ชื่อ แต่ว่าเราบอกรับไม่ครบทุกชื่อ และแต่ละชื่อก็จะมีช่วงระยะเวลาที่เข้าไปเปิดอ่านฉบับเต็มได้ไม่เท่ากัน

3. กรณีเหมือนกันข้อที่สอง ก็รวมถึงฐานข้อมูลอื่นๆ อีกหลายฐาน ทั้งที่บอกรับโดย สกอ. หรือแม้แต่มหิดลเอง อย่างเช่น OVID Wiley Nature Springer เป็นต้น

4. วารสารออนไลน์นั้นเราบอกรับในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน หมายถึงว่าวารสารนั้นๆ เราบอกรับในรูปแบบออนไลน์จริง แต่ว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงฉบับย้อนหลัง (Archives) ก็คือเราจะเปิดอ่านได้เฉพาะช่วงเวลาที่เราบอกรับ อย่างเช่นวารสารในเครือ Nature วารสารของฐาน Wiley Springer เป็นต้น แต่มีบางวารสารจากบางฐานข้อมูลที่เราโหลดได้เต็มพิกัด คือย้อนหลังไปตั้งแต่ฉบับแรกก็โหลดมาอ่านได้ อย่างเช่นวารสารของ ACS (American Chemical Society) APS (American Physical Society) เป็นต้น

5. บางฐานข้อมูลนั้นเชื่อมโยงไปยังบทความเต็มให้แล้วแท้ๆ แต่โหลดไม่ได้ เพราะสาเหตุต่างๆ กัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดหวัง ซึ่งส่วนใหญ่นักศึกษาพอเห็นแบบนี้ก็ละเหี่ยใจ ไม่เอาแล้ว แท้จริงแล้วมันมีช่องทางไปโหลดมาได้นะครับ กรณีแบบนี้เช่น ใช้ Scopus ค้นข้อมูลจนเจอ แต่ Scopus ดันเชื่อมไปยังฐานข้อมูลที่เปิดฉบับเต็มไม่ได้ เพราะ Scopus มันไม่รู้หรอกครับว่าเรารับหรือไม่รับฐานไหนบ้าง หรืออย่าง PubMed ก็เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าวารสารหนึ่งชื่ออาจเข้าไปใช้งานได้จากหลายแหล่ง พอไม่ทราบก็เลยคิดว่ามันโหลดไม่ได้นั่นเอง

 

อันนี้เป็นตัวอย่างจาก PubMed ถ้าเขา link ไปยังฐานที่เราบอกรับก็โชคดีไป
อย่างเช่นรายการนี้ชี้ไปยัง SpringerLink ซึ่งเราบอกรับพอดี

ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้การโหลด paper มาอ่านนั้นกลายเป็นเรื่องทรมาน แต่อย่าเพิ่งเศร้าใจครับ มันมีวิธีให้ได้มาซึ่งบทความที่เราต้องการ ตอนแรกนี่ขอเกริ่นถึงปัญหาต่างๆ ที่พบกันก่อนนะครับ ซีรี่ส์นี้ยังอีกยาว ต้องติดตามกันต่อครับ

Single Citation Matcher … ค้นหาตรงใจใน PubMed


ตามปกติเวลาเราหา paper วิชาการ เราก็มักจะเลือกใช้การค้นหาแบบ search มากกว่าแบบ browse ใช่ไหมครับ นั่นคือใช้คำค้นค้นว่ามีบทความที่ตรงกับที่เราต้องการหรือไม่ จากนั้นก็โหลดมาอ่านกันตามอัธยาศัย ทีนี้ถ้าอยากจะอ่านบทความเพิ่มเติมโดยเฉพาะจาก References ด้านท้ายที่มักจะมีเนื้อหาเชื่อมโยงหรือขยายความรู้ได้อีก เราก็ต้องเอาเจ้า References ที่ว่านี้ไปตามล่าหาต้นฉบับมาอ่าน ซึ่งแบบนี้เราจะใช้วิธีการ Browse จะสะดวกกว่า

วิธีการที่ว่านี้ก็คือการเลือกหาบทความจากรายการวารสาร ปีที่ ฉบับที่ เพราะว่าเรามีข้อมูลบรรณานุกรมครบถ้วนอยู่แล้ว ก็แค่เข้าไปที่เว็บไซต์หรือฐานข้อมูลที่วารสารนั้นๆ อยู่ อาจเลือกจากหน้า E-Journals ที่ทางห้องสมุดทำ list ไว้ให้แล้วก็ได้  (http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/ejournal.htm) แต่ว่าฐานข้อมูลหลายฐานเขามีขั้นตอนการค้นหาที่อำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้นด้วยนะครับ โดยแค่กรอกข้อมูลของบทความลงไป เช่น ชื่อวารสาร ปีที่ ฉบับที่ เลขหน้า โดยอาจไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ชื่อบทความยาวๆ ลงไปด้วยก็ได้

ขอยกตัวอย่างฐานข้อมูลที่มีข้อมูลมากๆ อย่าง PubMed ก็แล้วกันนะครับ PubMed เป็น free Database นะครับ ที่ว่าฟรีเพราะค้นได้ฟรี แต่หากจะดึงเอา fulltext อันนี้ตัวใครตัวมันครับ เพราะ PubMed จะเชื่อมโยงไปหาบทความนั้นๆ ให้ แต่จะโหลดได้หรือไม่ก็แล้วแต่ว่ามหาวิทยาลัยของเราบอกรับหรือไม่ หรือว่ามันเป็นบทความฟรี หรือ Open Access หรือไม่

ฟังก์ชั่นที่ว่านี้คือ SIngel Citation Matcher ชื่อบอกตรงตัวแล้วนะครับว่าจะค้นหาบทความที่ตรงกับข้อมูลที่เราระบุ วิธีใช้งานก็เข้าไปที่เว็บ PubMed (www.PubMed.gov) แล้วเลือกเมนูบริเวณกลางๆ จอ หรือจะเข้าโดยตรงตามนี้เลยก็ได้ครับ
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/citmatch จากนั้นจะปรากฏหน้าจอเป็นช่องว่างให้เรากรอกข้อมูลเท่าที่เรามีลงไปตามรูปเลยครับ

 

รูปที่ 1 หน้าตาของฟังก์ชั่น Single Citation Matcher

เราสามารถกรอกข้อมูลบรรณานุกรมเท่าที่เรามีอยู่ลงไป ใส่เท่าที่เรามีนะครับ แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีชื่อวารสาร ปีที่ เลขหน้า ระบบก็จะค้นหาบทความที่มีข้อมูลตรงกัน บางครั้งถ้าเราใส่แค่ชื่อวารสารและเลขหน้า แบบนี้อาจจะได้ผลลัพธ์มากกว่าหนึ่งนะครับ แต่ถ้าระบุชัดลงไปอีกว่าเป็นปีไหน ก็จะได้แคบลงและเจาะจงมากขึ้น หรือจะใส่ชื่อบทความหรือชื่อผู้แต่งลงไปด้วยก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก

ตัวอย่างเช่น ลองใส่ชื่อวารสาร ปีที่ และเลขหน้าลงไป แค่สามอย่างนี้ ถ้าข้อมูลตรงกัน เราก็จะได้บทความดังภาพ ซึ่งถ้าเราใส่ข้อมูลผิดหรือข้อมูลที่ได้มาไม่ตรง ระบบก็หาให้ไม่ได้นะครับ ฉะนั้นต้องระมัดระวังให้ดี โดยส่วนมากมักจะเกิดจากการพิมพ์ผิดมากกว่า อีกกรณีหนึ่งคือชื่อวารสารที่อาจจะสับสนหรือจำผิด กรณีนี้ PubMed มีตัวช่วยให้ครับ คือที่ช่องชื่อวารสารจะมี Guide Name ให้เรา โดยเราพิมพ์คำอะไรลงไปนิดหน่อย ระบบจะค้นหารายชื่อในฐานข้อมูลที่ใกล้เคียงกับคำที่เราพิมพ์ลงไปมาแสดงให้ เห็น เพื่อเป็นไกด์ให้เรา สะดวกดีไหมล่ะครับ

รูปที่ 2 สมมุติว่าเราลองใส่ข้อมูลลงไปแค่ 3 ช่อง

รูปที่ 3 ผลลัพธ์ของหารค้นหาตามรูปที่ 2
จะได้บทความที่ต้องการตรงกับข้อมูลที่เรากรอกลงไป

รูปที่ 4 ระบบจะแสดงรายชื่อวารสารมาให้เราเลือก
ในกรณีที่เราเกิดจำชื่อเต็มของวารสารไม่ได้

หวังว่าฟังก์ชั่นนี้น่าจะพอช่วยเหลือในการค้นหาบทความได้นะครับ จะช่วยร่นระยะเวลาในการค้นหาได้มากทีเดียว ไม่เพียงแค่ PubMed เท่านั้นนะครับ ฐานอื่นๆ ก็มีระบบนี้ไว้คอยช่วยเหลือเราด้วย เอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งครับ

อย่าสับสนกับวิธีการโหลดบทความใน Scopus


ช่วงนี้เปิดเทอมใหม่ มีนักศึกษา นักวิจัยหน้าใหม่ๆ เข้ามาใช้งานฐานข้อมูลกันมากเป็นพิเศษครับ สำหรับบางท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานฐานข้อมูลหรือ E-Journals ทั้งหลาย สามารถติดต่อขอคำแนะนำหรือจะให้ช่วยค้นหาให้เลยก็ได้นะครับ โดยแวะเข้ามาคุยกันตัวเป็นๆ ได้ที่เคาน์เตอร์บริการ Information Help Desk ที่ชั้นสอง ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ครับ

แต่วันนี้จะขออนุญาตเล่าถึงเรื่องที่พบบ่อยๆ สำหรับนักศึกษาหรือนักวิจัยที่เพิ่งเข้ามาใหม่ที่อาจจะยังไม่คุ้นกับฐานข้อมูลบางฐานที่มหิดลบอกรับ ที่นิยมใช้กันมากฐานหนึ่งก็คือ Scopus เป็นฐานข้อมูลที่ผมมักจะแนะนำให้ทดลองใช้เสมอๆ ครับ เพราะเป็นฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชา ข้อหนึ่งที่สับสนบ่อยสำหรับการใช้ Scopus คือการโหลดบทความฉบับเต็มครับ ที่ถามกันประจำคือทำไมคลิกคำสั่ง download แล้วถึงไม่ได้ แล้วจะให้คลิกตรงไหนถึงจะได้ fulltext

ภาพที่ 1

ภาพที่ 2

จากรูปภาพที่ 1 เป็นหน้าจอแสดงผลการค้นหา (วิธีการค้นหาสามารถอ่านจากบทความย้อนหลังได้ตาม link ด้านท้าย) และภาพที่ 2 คือหน้าแสดงบทคัดย่อของบทความ จะเห็นแถบเมนูด้านบนจะมีคำสั่ง download ตรงนี้แหละครับที่ทุกท่านคิดว่าคือการสั่งโหลด fulltext ความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แหละครับ เพียงแต่ว่าคำสั่งนี้จะต้องใช้ควบคู่กับโปรแกรม Java ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีไว้ในเครื่อง

การใช้งานที่แท้จริงของคำสั่งนี้คือการให้ระบบโหลดบทความตามที่เราต้องการทีละมากๆ (หรือจะบทความเดียวก็สุดแท้แต่) ที่หน้าจอแสดงผลการสืบค้นจะเห็นกล่องเล็ๆ หน้าบทความ ให้เราเลือกบทความที่ต้องการ จากนั้นคลิก download ระบบจะเริ่มทำงานโดยโหลดบทความฉบับเต็มจากแหล่งต่างๆ มาให้ ขึ้นกับว่าวารสารที่เราเลือกนั้นบอกรับโดยมหาวิทยาลัยมหิดลหรือไม่ ถ้าโหลดไม่ได้ ระบบก็จะดึงเฉพาะบทคัดย่อมาให้ สมมติว่าเราเลือกไป 20 บทความ เราก็สามารถไปทำอย่างอื่นได้โดยปล่อยให้ระบบจัดการโหลดให้เราจนครบ เป็นการสั่งครั้งเดียวแต่โหลดได้หลายบทความ

แต่ถ้าเกิดอยากโหลดตรงๆ แค่บทความเดียว เราไม่ต้องใช้คำสั่งนี้นะครับ เพราะไม่งั้นระบบมันจะสั่งให้เราติดตั้ง Java ถ้าเราไม่อยากติดตั้ง ให้คลิกเลือกคำสั่ง View at publish ระบบจะเชื่อมไปยังสำนักพิมพ์หรือฐานข้อมูลที่เราสามารถโหลด fulltext มาอ่านได้ให้ทันที


ภาพที่ 3 คลิกเลือก view at publisher เพื่อโหลดบทความ

สรุปว่าหากต้องการ fulltext จากฐานข้อมูล Scopus ให้คลิกเลือกคำสั่ง view at publisher แต่ถ้าอยากโหลดหลายๆ บทความพร้อมๆ กัน จึงค่อยเลือกคำสั่ง download ครับ

รายละเอียดขั้นตอนการทำงานของคำสั่ง download สามารถอ่านได้ที่บทความ “ScienceDirect คลิกเดียว โหลดได้เป็นสิบ” (รูปแบบเหมือนกันครับเพราะทั้ง SD และ Scopus เป็นของ Elsevier ทั้งคู่ และรายละเอียกของฐานข้อมูล Scopus ได้ที่บทความ “Scopus โปรดอย่าเข้าใจฉันผิด”

SciFinder ขุมทรัพย์ข้อมูลของชาวเคมี (ตอนที่ 2)

อย่างที่เกริ่นซะยาวเมื่อตอนที่แล้วเรื่องของ SciFinder คิดว่าน่าจะพอเข้าใจว่าทำไมมันถึงสำคัญนักหนานะครับ ทีนี้มาถึงขั้นตอนการใช้งานกันบ้าง

เมื่อก่อนนั้น SF (ขอใช้ชื่อย่อ) ให้บริการในรูปแบบที่เรียกว่า Client Version คือเราต้องทำการ install โปรแกรมลงในเครื่องของเราเสียก่อนจึงจะใช้งานได้ เมื่อสืบค้นแล้วระบบก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ตให้ในทันที วิธีการนี้หลายคนยังคุ้นเคยอยู่ เพราะใช้กันมานมนาน แต่ปัญหาที่พบในสมัยก่อนก็คือขั้นตอนการติดตั้งที่ต้องเซ็ตค่าต่างๆ มากมาย ตกหล่นไปเพียงนิดเดียวก็ต้องลงใหม่หมด

มาถึงในปี 2009 SF ก็ปรับปรุงรูปแบบการใช้งานมาเป็น Web Version ก็คือใช้งานตรงๆ แบบออนไลน์เหมือนฐานข้อมูลอื่นๆ แต่ยังมีกฎเกณฑ์บังคับว่าผู้จะเข้าใช้ต้อง register ลงในระบบเสียก่อน และมีข้อแม้ว่าอีเมล์ที่ใช้ในการ register จะต้องเป็นอีเมล์ที่ออกให้จากสถาบันที่ทำการบอกรับ SF เท่านั้น เช่น ถ้าเป็น นศ.ของมหิดล ก็ต้องใช้เมล์ที่ลงท้ายด้วย mahidol.ac.th ในการ register เท่านั้น สถาบันอื่นก็เช่นกัน เพื่อเป็นการระบุตัวตนและสถานะของบุคคลจากสถาบันที่บอกรับ ก็เพราะมันราคาแพงนั่นแหละครับ ก็เลยขอยุ่งยากนิดนึง

และปลายปี 2011 SF ก็ประกาศยกเลิกการใช้งานแบบ Client Version ฉะนั้นใครที่มีโปรแกรมอยู่ในเครื่องของ Uninstall ได้เลยครับ เพราะใช้งานไม่ได้อีกแล้ว

สำหรับขั้นตอนการ register ก็ง่ายๆ ครับ เหมือนกับเราลงทะเบียน hotmail นั่นแหละ มีข้อแม้อยู่นิดนึงครับ คือการเลือก password ต้องเป็นไปตามระเบียบของ SF เขา เช่น ต้องมีตัวพิมพ์ใหญ่ประกอบตัวพิมพ์เล็ก ต้องมีตัวเลข ต้องไม่น้อยว่ากี่ตัวอักษร ซึ่งสามารถดูคำอธิบายได้จาก link ที่เขาทำไว้ให้ ขั้นตอนนี้แหละครับที่หลายคนไม่ได้อ่าน เลยงงว่าทำไมทำไม่ผ่านซักที และเมื่อเสร็จขั้นตอนก็ต้องย้ำเลยครับว่า กรุณาจำ login และ password ให้มั่นเชียว เพราะเรามีอีเมล์อันเดียว (ของมหาวิทยาลัย) ถ้าจะลงทะเบียนใหม่ก็ไม่ได้ เพราะเมล์อันเก่ามันยังอยู่ในระบบไงครับ ถ้าลืมขึ้นมาล่ะก็ยุ่งแน่ๆ

เสร็จะซะทีนะครับ ทีนี้พอได้ account มาแล้ว ก็เริ่มเลยครับ เข้าไปที่ https://scifinder.cas.org หรือจะเข้าผ่านหน้าเว็บไซต์ของห้องสมุดสตางค์ก็ได้ครับ เราก็จะได้หน้าจอ sign in ก็บรรจงใส่ account ที่เราสมัครไปเมื่อกี้นั่นแหละครับ จากนั้นก็คลิกมาเรื่อยจนถึงหน้าสืบค้น

ใส่คำที่ต้องการค้นหาลงในช่อง Research Topic
ส่วนด้านล่างคือคำสั่งสำหรับกำหนดขอบเขตการค้น

ใครที่เคยใช้แบบเก่าก็จะพอคุ้นเคยกันดีนะครับว่า SF สามารถค้นหาได้จาก Topic Search หรือค้นหาจากคำค้นนั่นแหละครับ ที่หน้าแรกเราก็ใส่คำค้นที่ต้องการลงไปได้เลย หากมีหลายคำ ระบบก็จะเชื่อมให้โดยอัตโนมัติ จาหนั้นก็จะแสดงผลการค้นว่าได้เท่าไหร่ ซึ่งที่หน้าแรกนี้เราสามารถกำหนดขอบเขตการค้นได้เหมือนๆ กับฐานข้อมูลอื่นๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปีที่ต้องการค้น ประเภทของสิ่งที่ต้องการว่าจะเป็นบทความ เป็นการประชุม เป็นหนังสือ เป็น Review Article ฯลฯ ระบุภาษา ในที่นี้หมายถึงภาษาของบทความต้นฉบับนะครับ เพราะบทคัดย่อใน SF จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด หรือกำหนดชื่อผู้สร้างผลงานก็ได้ สรุปว่าคล้ายๆ กับการค้นหาด้วยคำค้นจากฐานข้อมูลทั่วไปครับ

ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มก็คลิก Full Text ส่วนด้านขวาสามารถเลือกดู Substances
กับ Citings ได้ ว่ามีคนนำไปอ้างอิงแล้วกี่ครั้ง

จากผลลัพธ์ที่ได้ ถ้าเราคลิกไปที่ชื่อเรื่อง (title) ระบบจะแสดงบทคัดย่อมาให้เราอ่าน (abstract) แต่ถ้าเกิดอยากอ่านฉบับเต็มเลยก็คลิกที่ Full Text ได้เลย ระบบจะ link ไปยังบทความฉบับเต็มให้ แต่ถึงตรงนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า SF จะทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลบรรณานุกรมเท่านั้น สำหรับ Full Text จะโหลดได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าวารสารฉบับนั้นๆ ที่ห้องสมุดเราบอกรับหรือไม่ ตัวอย่างเช่น บางบทความเมื่อเราคลิกไปแล้ว SF จะเชื่อมไปยังฐานข้อมูลบางตัวเช่น ScienceDirect ถ้าวารสารเล่มนั้นห้องสมุดบอกรับ เราก็เปิดอ่าน Full Text ได้ แต่ถ้าไม่ได้บอกรับ เราก็หมดสิทธิ์อ่าน ตรงนี้ SF ไม่สามารถทราบได้หรอกครับว่าเรารับวารสารเล่มใดบ้าง มันก็ทำหน้าที่ชี้แหล่งให้เท่านั้น แต่ถ้าใช้ในมหิดลของเรา โอกาสได้อ่านก็มีมากครับ เพราะเรารับวารสารเยอะมากๆ ยกเว้นว่าเป็นวารสารที่ประหลาดจริงๆ

ดูแล้วก็ไม่เห็นจะยากเลยนะครับ ลองเข้าไปเล่นกันดูก่อน เดี๋ยวไว้ตอนหน้าจะมาแนะนฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกครับ

SciFinder ขุมทรัพย์ข้อมูลของชาวเคมี (ตอนที่ 1)

ช่วงเทอมใหม่นี้มีผู้ใช้มาสอบถามเรื่องการใช้งานฐานข้อมูล SciFinder กันมากเหลือเกิน สงสัยว่าอาจารย์จะแนะนำ (แกมบังคับ) ให้มาลองใช้งานกัน โดยเฉพาะน้องนักศึกษา ป.ตรี ที่โดยปกติจะขยาดกับฐานข้อมูลนี้ แต่ถ้าเป็น ป.โท-เอก นี่ยังไงก็ต้องใช้ได้เป็นให้ได้ เพราะมันคือแหล่งทำมาหาเรียนของชาวเคมีเลยเชียวล่ะ

บอกก่อนว่าฐานข้อมูลตัวนี้มีให้ใช้ในประเทศไทยอยู่เพียง 5 แห่งเท่านั้นนะครับ คือ ม.เกษตร ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ม.สงขลา และที่ ม.มหิดล เพราะมันเฉพาะทางมากๆ แถมยังราคาไม่ถูกเลย และที่ใช้ที่มหิดลนี่ก็จำกัดการเข้าใช้งานได้เพียง 2 users เท่านั้นนะครับ หมายถึงว่าสามารถเปิดใช้พร้อมๆ กันได้แค่ 2 ท่าน คนที่ต้องการใช้ต่อก็ต้องรอจนกว่าใครคนหนึ่งจะ log off ออกไป

SciFinder เป็น product หนึ่งของ American Chemical Society เขาภูมิใจที่จะประกาศว่าเขาคือฐานข้อมูลทางด้านเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็น่าจะจริงนะครับ เพราะนี่คือฐานข้อมูลที่รวบรวมงานวิจัยด้านเคมีจากวารสารเคมีทั่วโลกมากกว่า 10,000 รายชื่อ นอกจากนี้ยังมีสิทธิบัตร ข้อมูลสารเคมีจากทั่วโลกตั้งแต่กลางยุค 1800 ปฏิกิริยาของสารประกอบต่างๆ คือไม่ว่าอะไรที่เป็นทางเคมี SciFinder รวบรวมไว้ให้ค่อนข้างครอบคลุม ที่เด่นมากๆ ก็คือรายการงานวิจัยด้านเคมีนี่แหละครับ

หน้าตา Chemical Abstract ฉบับตัวเล่ม

หากใครเกิดทันในยุคที่ยังค้นหากันด้วย Chemical Abstracts เล่มโตๆ คงพอจะนึกออกว่ามันลำบากเพียงใด สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ทันใช้ Chemical Abstracts ก็คือการบันทึกงานวิจัยด้านเคมีในแต่ละปีเอาไว้เป็นหมวดหมู่ ปีนึงก็จะได้หลายเล่มโตๆ กว่าจะหากันทีก็ยุ่งยาก ต้องหาจากเล่มดัชนีก่อน จากนั้นก็มาหาตามลำดับหัวเรื่อง พอเจอแล้วก็จะได้แค่บทคัดย่อนะครับ ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มก็ต้องไปตามล่ากันเอง แล้วคิดดูสิว่าต้องหากันแต่ละปีๆ จะเสียเวลาขนาดไหน

ภาพนี้ถ่ายไว้หลังปี 2540 นิดหน่อย จะเห็นว่ามีถาดแว่นขยายเอาไว้ให้สำหรับอ่าน
เพราะในเล่ม Abstract จะพิมพ์ตัวเล็กมากๆ เพื่อให้อัดลงไปได้เยอะๆ

ภาพนี้ราวปี 2546 นี่เพียงแค่ครึ่งเดียวของทั้งหมดนะครับ ยังมีชั้นเก็บอีกสุดลูกตา
เห็นคุณนักศึกษาท่านนี้กำลังค้นหามั้ยครับ ท่านจะรู้เลยว่าโชคดีเพียงใดที่อยู่ในยุคนี้

ถ้าใครเคยมาใช้ห้องสมุดสตางค์เมื่อช่วงก่อนปรับปรุง (ก่อนปี 2547) เราใช้พื้นที่ไปถึงหนึ่งในสี่ของชั้นสองในการจัดเก็บเล่ม Abstracts เหล่านี้ ไม่เพียงเฉพาะสาขาเคมีเท่านั้น ยังมีฟิสิกส์ ชีววิทยา ชีวเคมี ชั้นสองยังไม่พอเก็บ ต้องใช้ห้องชั้นสามอีกสองห้องเพื่อเก็บ เดชะบุญที่มีการสร้างฐานข้อมูลนี้ขึ้นมา เราจึงใช้งานได้อย่างสะดวกสบายแบบทุกวันนี้ แต่ถ้าใครอยากเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็ลองไปใช้บริการที่ สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือห้องสมุดกรมวิทยาศาสตร์บริการเดิมนั่นแหละครับ ภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เขายังจัดเก็บเอาไว้อยู่ เผื่อใครอยากจะลองใช้กันดูนะครับ

ฝอยมาซะยาว ยังไม่ได้เข้าเรื่อง SciFinder กันเลย เอาไว้ตอนหน้ามาต่อกันดีกว่านะครับ