SciFinder ขุมทรัพย์ข้อมูลของชาวเคมี (ตอนที่ 2)

อย่างที่เกริ่นซะยาวเมื่อตอนที่แล้วเรื่องของ SciFinder คิดว่าน่าจะพอเข้าใจว่าทำไมมันถึงสำคัญนักหนานะครับ ทีนี้มาถึงขั้นตอนการใช้งานกันบ้าง

เมื่อก่อนนั้น SF (ขอใช้ชื่อย่อ) ให้บริการในรูปแบบที่เรียกว่า Client Version คือเราต้องทำการ install โปรแกรมลงในเครื่องของเราเสียก่อนจึงจะใช้งานได้ เมื่อสืบค้นแล้วระบบก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ตให้ในทันที วิธีการนี้หลายคนยังคุ้นเคยอยู่ เพราะใช้กันมานมนาน แต่ปัญหาที่พบในสมัยก่อนก็คือขั้นตอนการติดตั้งที่ต้องเซ็ตค่าต่างๆ มากมาย ตกหล่นไปเพียงนิดเดียวก็ต้องลงใหม่หมด

มาถึงในปี 2009 SF ก็ปรับปรุงรูปแบบการใช้งานมาเป็น Web Version ก็คือใช้งานตรงๆ แบบออนไลน์เหมือนฐานข้อมูลอื่นๆ แต่ยังมีกฎเกณฑ์บังคับว่าผู้จะเข้าใช้ต้อง register ลงในระบบเสียก่อน และมีข้อแม้ว่าอีเมล์ที่ใช้ในการ register จะต้องเป็นอีเมล์ที่ออกให้จากสถาบันที่ทำการบอกรับ SF เท่านั้น เช่น ถ้าเป็น นศ.ของมหิดล ก็ต้องใช้เมล์ที่ลงท้ายด้วย mahidol.ac.th ในการ register เท่านั้น สถาบันอื่นก็เช่นกัน เพื่อเป็นการระบุตัวตนและสถานะของบุคคลจากสถาบันที่บอกรับ ก็เพราะมันราคาแพงนั่นแหละครับ ก็เลยขอยุ่งยากนิดนึง

และปลายปี 2011 SF ก็ประกาศยกเลิกการใช้งานแบบ Client Version ฉะนั้นใครที่มีโปรแกรมอยู่ในเครื่องของ Uninstall ได้เลยครับ เพราะใช้งานไม่ได้อีกแล้ว

สำหรับขั้นตอนการ register ก็ง่ายๆ ครับ เหมือนกับเราลงทะเบียน hotmail นั่นแหละ มีข้อแม้อยู่นิดนึงครับ คือการเลือก password ต้องเป็นไปตามระเบียบของ SF เขา เช่น ต้องมีตัวพิมพ์ใหญ่ประกอบตัวพิมพ์เล็ก ต้องมีตัวเลข ต้องไม่น้อยว่ากี่ตัวอักษร ซึ่งสามารถดูคำอธิบายได้จาก link ที่เขาทำไว้ให้ ขั้นตอนนี้แหละครับที่หลายคนไม่ได้อ่าน เลยงงว่าทำไมทำไม่ผ่านซักที และเมื่อเสร็จขั้นตอนก็ต้องย้ำเลยครับว่า กรุณาจำ login และ password ให้มั่นเชียว เพราะเรามีอีเมล์อันเดียว (ของมหาวิทยาลัย) ถ้าจะลงทะเบียนใหม่ก็ไม่ได้ เพราะเมล์อันเก่ามันยังอยู่ในระบบไงครับ ถ้าลืมขึ้นมาล่ะก็ยุ่งแน่ๆ

เสร็จะซะทีนะครับ ทีนี้พอได้ account มาแล้ว ก็เริ่มเลยครับ เข้าไปที่ https://scifinder.cas.org หรือจะเข้าผ่านหน้าเว็บไซต์ของห้องสมุดสตางค์ก็ได้ครับ เราก็จะได้หน้าจอ sign in ก็บรรจงใส่ account ที่เราสมัครไปเมื่อกี้นั่นแหละครับ จากนั้นก็คลิกมาเรื่อยจนถึงหน้าสืบค้น

ใส่คำที่ต้องการค้นหาลงในช่อง Research Topic
ส่วนด้านล่างคือคำสั่งสำหรับกำหนดขอบเขตการค้น

ใครที่เคยใช้แบบเก่าก็จะพอคุ้นเคยกันดีนะครับว่า SF สามารถค้นหาได้จาก Topic Search หรือค้นหาจากคำค้นนั่นแหละครับ ที่หน้าแรกเราก็ใส่คำค้นที่ต้องการลงไปได้เลย หากมีหลายคำ ระบบก็จะเชื่อมให้โดยอัตโนมัติ จาหนั้นก็จะแสดงผลการค้นว่าได้เท่าไหร่ ซึ่งที่หน้าแรกนี้เราสามารถกำหนดขอบเขตการค้นได้เหมือนๆ กับฐานข้อมูลอื่นๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปีที่ต้องการค้น ประเภทของสิ่งที่ต้องการว่าจะเป็นบทความ เป็นการประชุม เป็นหนังสือ เป็น Review Article ฯลฯ ระบุภาษา ในที่นี้หมายถึงภาษาของบทความต้นฉบับนะครับ เพราะบทคัดย่อใน SF จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด หรือกำหนดชื่อผู้สร้างผลงานก็ได้ สรุปว่าคล้ายๆ กับการค้นหาด้วยคำค้นจากฐานข้อมูลทั่วไปครับ

ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มก็คลิก Full Text ส่วนด้านขวาสามารถเลือกดู Substances
กับ Citings ได้ ว่ามีคนนำไปอ้างอิงแล้วกี่ครั้ง

จากผลลัพธ์ที่ได้ ถ้าเราคลิกไปที่ชื่อเรื่อง (title) ระบบจะแสดงบทคัดย่อมาให้เราอ่าน (abstract) แต่ถ้าเกิดอยากอ่านฉบับเต็มเลยก็คลิกที่ Full Text ได้เลย ระบบจะ link ไปยังบทความฉบับเต็มให้ แต่ถึงตรงนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า SF จะทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลบรรณานุกรมเท่านั้น สำหรับ Full Text จะโหลดได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าวารสารฉบับนั้นๆ ที่ห้องสมุดเราบอกรับหรือไม่ ตัวอย่างเช่น บางบทความเมื่อเราคลิกไปแล้ว SF จะเชื่อมไปยังฐานข้อมูลบางตัวเช่น ScienceDirect ถ้าวารสารเล่มนั้นห้องสมุดบอกรับ เราก็เปิดอ่าน Full Text ได้ แต่ถ้าไม่ได้บอกรับ เราก็หมดสิทธิ์อ่าน ตรงนี้ SF ไม่สามารถทราบได้หรอกครับว่าเรารับวารสารเล่มใดบ้าง มันก็ทำหน้าที่ชี้แหล่งให้เท่านั้น แต่ถ้าใช้ในมหิดลของเรา โอกาสได้อ่านก็มีมากครับ เพราะเรารับวารสารเยอะมากๆ ยกเว้นว่าเป็นวารสารที่ประหลาดจริงๆ

ดูแล้วก็ไม่เห็นจะยากเลยนะครับ ลองเข้าไปเล่นกันดูก่อน เดี๋ยวไว้ตอนหน้าจะมาแนะนฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกครับ

SciFinder ขุมทรัพย์ข้อมูลของชาวเคมี (ตอนที่ 1)

ช่วงเทอมใหม่นี้มีผู้ใช้มาสอบถามเรื่องการใช้งานฐานข้อมูล SciFinder กันมากเหลือเกิน สงสัยว่าอาจารย์จะแนะนำ (แกมบังคับ) ให้มาลองใช้งานกัน โดยเฉพาะน้องนักศึกษา ป.ตรี ที่โดยปกติจะขยาดกับฐานข้อมูลนี้ แต่ถ้าเป็น ป.โท-เอก นี่ยังไงก็ต้องใช้ได้เป็นให้ได้ เพราะมันคือแหล่งทำมาหาเรียนของชาวเคมีเลยเชียวล่ะ

บอกก่อนว่าฐานข้อมูลตัวนี้มีให้ใช้ในประเทศไทยอยู่เพียง 5 แห่งเท่านั้นนะครับ คือ ม.เกษตร ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ม.สงขลา และที่ ม.มหิดล เพราะมันเฉพาะทางมากๆ แถมยังราคาไม่ถูกเลย และที่ใช้ที่มหิดลนี่ก็จำกัดการเข้าใช้งานได้เพียง 2 users เท่านั้นนะครับ หมายถึงว่าสามารถเปิดใช้พร้อมๆ กันได้แค่ 2 ท่าน คนที่ต้องการใช้ต่อก็ต้องรอจนกว่าใครคนหนึ่งจะ log off ออกไป

SciFinder เป็น product หนึ่งของ American Chemical Society เขาภูมิใจที่จะประกาศว่าเขาคือฐานข้อมูลทางด้านเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็น่าจะจริงนะครับ เพราะนี่คือฐานข้อมูลที่รวบรวมงานวิจัยด้านเคมีจากวารสารเคมีทั่วโลกมากกว่า 10,000 รายชื่อ นอกจากนี้ยังมีสิทธิบัตร ข้อมูลสารเคมีจากทั่วโลกตั้งแต่กลางยุค 1800 ปฏิกิริยาของสารประกอบต่างๆ คือไม่ว่าอะไรที่เป็นทางเคมี SciFinder รวบรวมไว้ให้ค่อนข้างครอบคลุม ที่เด่นมากๆ ก็คือรายการงานวิจัยด้านเคมีนี่แหละครับ

หน้าตา Chemical Abstract ฉบับตัวเล่ม

หากใครเกิดทันในยุคที่ยังค้นหากันด้วย Chemical Abstracts เล่มโตๆ คงพอจะนึกออกว่ามันลำบากเพียงใด สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ทันใช้ Chemical Abstracts ก็คือการบันทึกงานวิจัยด้านเคมีในแต่ละปีเอาไว้เป็นหมวดหมู่ ปีนึงก็จะได้หลายเล่มโตๆ กว่าจะหากันทีก็ยุ่งยาก ต้องหาจากเล่มดัชนีก่อน จากนั้นก็มาหาตามลำดับหัวเรื่อง พอเจอแล้วก็จะได้แค่บทคัดย่อนะครับ ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มก็ต้องไปตามล่ากันเอง แล้วคิดดูสิว่าต้องหากันแต่ละปีๆ จะเสียเวลาขนาดไหน

ภาพนี้ถ่ายไว้หลังปี 2540 นิดหน่อย จะเห็นว่ามีถาดแว่นขยายเอาไว้ให้สำหรับอ่าน
เพราะในเล่ม Abstract จะพิมพ์ตัวเล็กมากๆ เพื่อให้อัดลงไปได้เยอะๆ

ภาพนี้ราวปี 2546 นี่เพียงแค่ครึ่งเดียวของทั้งหมดนะครับ ยังมีชั้นเก็บอีกสุดลูกตา
เห็นคุณนักศึกษาท่านนี้กำลังค้นหามั้ยครับ ท่านจะรู้เลยว่าโชคดีเพียงใดที่อยู่ในยุคนี้

ถ้าใครเคยมาใช้ห้องสมุดสตางค์เมื่อช่วงก่อนปรับปรุง (ก่อนปี 2547) เราใช้พื้นที่ไปถึงหนึ่งในสี่ของชั้นสองในการจัดเก็บเล่ม Abstracts เหล่านี้ ไม่เพียงเฉพาะสาขาเคมีเท่านั้น ยังมีฟิสิกส์ ชีววิทยา ชีวเคมี ชั้นสองยังไม่พอเก็บ ต้องใช้ห้องชั้นสามอีกสองห้องเพื่อเก็บ เดชะบุญที่มีการสร้างฐานข้อมูลนี้ขึ้นมา เราจึงใช้งานได้อย่างสะดวกสบายแบบทุกวันนี้ แต่ถ้าใครอยากเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็ลองไปใช้บริการที่ สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือห้องสมุดกรมวิทยาศาสตร์บริการเดิมนั่นแหละครับ ภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เขายังจัดเก็บเอาไว้อยู่ เผื่อใครอยากจะลองใช้กันดูนะครับ

ฝอยมาซะยาว ยังไม่ได้เข้าเรื่อง SciFinder กันเลย เอาไว้ตอนหน้ามาต่อกันดีกว่านะครับ

สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง กับความเข้าใจที่สับสน


มีสิ่งพิมพ์อยู่ประเภทหนึ่งครับที่มักถูกถามถึง และก็มักจะสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ใช้ว่ามันเป็นวารสารหรือหนังสือกันแน่ มันคือสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ที่ออกมาเป็นชุดๆ แต่ละชุดก็จะมีเนื้อหาเฉพาะโดยอยู่ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกัน

สิ่งพิมพ์ต่อเนื่องที่มีให้บริการที่ห้องสมุดสตางค์ อยู่ในรูปแบบตัวเล่ม มีบางชื่อที่ยกเลิกการบอกรับไปแล้ว ส่วนที่ยังบอกรับอยู่นั้นก็พยายามคัดเฉพาะชื่อที่มีการใช้งานเป็นประจำหรือสอดคล้องกับการเรียนการสอนและการทำวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณเกิดความคุ้มค่าที่สุด ผู้ใช้บางท่านโอดครวญว่าทำไมไม่ซื้อเล่มนั้น เล่มนี้ เราอยากจะซื้อให้ใจจะขาดครับ แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด และความเหมาะสมอย่างที่ได้ว่าไปแล้ว ก็จึงยังคงบอกรับอยู่เท่าที่เห็นในปัจจุบัน

สิ่งพิมพ์ต่อเนื่องประเภทนี้บางห้องสมุดจัดไว้ในหมวดของวารสาร แต่ที่ห้องสมุดสตางค์ เราแยกไว้ต่างหาก โดยจัดเก็บไว้บริเวณชั้น ๒ ติดกับหมวดหนังสืออ้างอิง (Reference Collection) ให้เลขหมู่ W1 ไล่เรียงกันไปตามเนื้อหาวิชา สิ่งพิมพ์เหล่านี้จะออกต่อเนื่องกันภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกัน แต่จะมีชื่อเรื่องย่อยเปลี่ยนไปตามเนื้อหาของแต่ละเล่ม เช่น International Review of Neurobiology. ฉบับที่ 99 มีชื่อเรื่องรองว่า Recent Advances in the Use of Drosophila ฉบับที่ 100 มีชื่อเรื่องรองว่า Monoamine Oxidases and their Inhibitors แบบนี้เป็นต้น

เนื้อหาในเล่มเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นองค์ความรู้ที่เป็นทฤษฎี (Methods) หรือแนวปฏิบัติ ข้อมูลอ้างอิง กระบวนการต่างๆ เปรียบเทียบง่ายๆ มันก็จะคล้ายๆ กับตำราทำกับข้าวนั่นแหละครับ อาจจะไม่มีคนมาใช้บ่อยเหมือนหนังสือตำราอื่นๆ แต่ห้องสมุดก็จะขาดไม่ได้เหมือนกัน

หลายท่านมักเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องเหล่านี้คือวารสาร ที่จริงมันสามารถจัดอยู่ในหมวดเดียวกันได้ เพราะมันมีกำหนดออกอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเวลาที่นำ reference มาค้นหาที่ห้องสมุด ก็ยิ่งชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นวารสาร เพราะเห็นว่ามีคำว่า volume แถมชื่อหนังสือเองบางครั้งก็ชวนให้เข้าใจอย่างนั้น เพราะชื่อขึ้นต้นคล้ายๆ กัน เช่น Advances in … ชื่อแบบนี้มีทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องและเป็นวารสาร อย่าง Advances in Chemical Physics อันนี้เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ส่วน Advances in Physics อันนี้เป็นวารสาร พอเห็นว่าขึ้นต้นด้วย Advances in ก็เลยคิดไปไงครับว่าเป็นวารสาร หรือที่ขึ้นต้นด้วย International Review of … นี่ก็สร้างความสับสนได้เช่นกัน

สิ่งพิมพ์ต่อเนื่องที่มักจะถูกถามถึงบ่อยที่สุดเห็นจะไม่พ้น Methods in Enzymology ชื่อนี้ที่ห้องสมุดเรามีให้บริการครบครับ ตั้งแต่ V.1 ปี 1955 และยังรับต่อเนื่องจนถึงปีปัจจุบันเลยครับ สำหรับเล่มอื่นๆ นั้น สามารถเข้าไปเช็ครายชื่อได้ที่เว็บห้องสมุดเลยครับ ที่ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/book.htm

ที่ว่ามานี้ที่ห้องสมุดสตางค์บอกรับในรูปแบบตัวเล่มนะครับ มีเพียงชุดของ Annual Review เท่านั้นที่เราบอกรับเป็นออนไลน์ (http://www.annualreviews.org)

สรุปว่าสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง อาจจะไม่ถึงกับมีการหยิบใช้กันบ่อย แต่ว่าก็ถูกถามถึงเป็นประจำ อาจารย์หลายท่านรวมถึงนักวิจัยบางท่าน นิยมมาหยิบใช้อยู่เสมอๆ บางท่านเป็นขาประจำเลยก็ว่าได้ เล่มใหม่ออกปุ๊บก็รีบมาจับจองยืมไปอ่านเสมอ ถ้าผู้ใช้ท่านใดต้องการใช้ แล้วหาไม่เจอหรือมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เคาน์เตอร์บริการ Reference Helpdesk ที่ชั้นสองห้องสมุดสตางค์ได้เลยนะครับ

“Journal Link” ลายแทงตามหาวารสาร

ปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยพอๆ กับปัญหาการ download บทความจากวารสารเลยก็คือ “ไม่รู้ว่าวารสารเล่มที่ต้องการนั้นอยู่ที่ไหน?” กรณีนี้จะเกิดกับวารสารฉบับพิมพ์หรือฉบับย้อนหลังที่เราไม่สามารถโหลดได้จาก E-Journals หรือ Databases แล้วถ้ามาหาที่ห้องสมุดแล้วก็ยังไม่เจอ ทีนี้ล่ะยุ่งเลย แล้วฉันจะไปหามันได้จากที่ไหนล่ะเนี่ย

หลายคนสุ่มหาจาก Google ครับ บางครั้งก็พอจะได้ข้อมูลแต่นั่นก็รู้สึกจะยุ่งยากกว่าที่เป็น เพราะเราต้องการหาแค่ว่ามันมีที่ห้องสมุดไหนในประเทศบ้างเท่านั้น บางทีค้นแล้วก็ไปเจอเอาที่ต่างประเทศซะงั้น วันนี้เลยอยากจะแนะนำเว็บไซต์ที่เอาไว้ค้นหาแหล่งวารสาร โดยเฉพาะวารสารฉบับย้อนหลัง หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี แต่หลายคนยังไม่รู้จักหรือไม่เคยใช้ ลองมาทำความรู้จักกับเขาซะหน่อยนะครับ

รูปที่ 1 : หน้าต่างแรกของ Journal Link

Journal Link (www.journallink.or.th) เป็นฐานข้อมูลชี้แหล่งวารสารในประเทศไทย เกิดจากความร่วมมือกันของห้องสมุดสมาชิกกว่า 226 แห่ง ที่นำเอาข้อมูลวารสารที่ห้องสมุดของตนบอกรับมารวบรวมไว้เพื่อความสะดวกในการค้นหา ห้องสมุดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยทุกแห่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกครับ ดังนั้นจึงอุ่นใจได้ว่าวารสารวิชาการเล่มดังๆ จึงน่าจะมีให้บริการในประเทศบ้าง ถ้าไม่โชคร้ายจนเกินไปนักนะครับ

เริ่มต้นเข้าไปที่ www.Journallink.or.th เลยครับ จากหน้าแรกนี้ก็กด Continue ต่อไปได้เลยก็จะพบกับหน้าสำหรับสืบค้น (รูปที่ 2) จะพบว่ามีเมนูให้เราใช้งานหลายตัว แต่ที่เราจะใช้บ่อยที่สุดก็คือ ชื่อวารสาร เพราะเราจะค้นหาแหล่งที่อยู่ของวารสารมากกว่าจะค้นจากชื่อห้องสมุด ส่วนเมนูอื่นๆ ที่อาจทำให้สับสนก็คือ สั่งสำเนาสิ่งพิมพ์ แต่ก่อนนั้น JL มีบริการสั่งสำเนาสิ่งพิมพ์ได้ด้วยนะครับ โดยจะคิดค่าบริการจากบัตร PIN คล้ายๆ บัตรเติมเงินนั่นแหละครับ แต่เมื่อปีที่แล้ว JL ได้ยกเลิกบริการนี้ออกไป ดังนั้นหากต้องการสั่งสำเนาจากห้องสมุดไหนก็ต้องติดต่อขอใช้บริการยืมระหว่างห้องสมุดจากห้องสมุดที่ท่านสังกัดอยู่นะครับ

รูปที่ 2 : หน้าเมนูสืบค้น คลิกตามลูกศรเพื่อเลือกค้นจากชื่อวารสาร

รูปที่ 3 : ใส่คำค้นและเลือกเงื่อนไขการสืบค้น

พอเลือกที่ ชื่อวารสาร ก็จะพบหน้าต่างใหม่ (รูปที่ 3) ให้เรากรอกชื่อวารสารที่ต้องการหาลงไป (A) ที่ด้านล่างเขาจะมีคำอธิบายว่าจะใช้คำอย่างไรในการค้นนะครับ คือบางครั้งเราอาจจะจำชื่อเต็มของวารสารไม่ได้ หรือถ้าเป็นวารสารที่เราไม่คุ้นเคยก็อาจจะพิมพ์ไม่ถูกต้อง เขาจึงมีเมนูให้เลือกใช้คำอยู่ 3 ประเภท (B) คือ

  • บางส่วนของชื่อ (Path of Journal Title) คือใส่คำใดจากส่วนใดก็ได้จากชื่อวารสารลงไป เช่น ใส่คำว่า ‘Polymer’ ผลการสืบค้นก็จะปรากฏชื่อวารสาร Biopolymer, Advances in Polymer Science, Journal of Polymer Science คือถ้าชื่อวารสารมีคำว่า Polymer อยู่ ระบบก็จะดึงออกมาให้
  • ส่วนต้นของชื่อ (Begin Path of Journal Title) คือต้องใส่คำที่เป็นคำขึ้นต้นของชื่อวารสาร อันนี้ระวังหน่อยนะครับ สมมุติว่าใส่คำว่า journal ลงไป เราก็จะได้ผลลัพธ์มหาศาล เพราะวารสารที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า journal มีเป็นร้อยเป็นพัน ดังนั้นจึงควรใส่เพิ่มลงไปอีกซักคำหรือสองคำ จะได้เจาะจงลงไปว่าเป็นชื่อใด เช่น ‘Journal of Applied’ ระบบก็จะแสดงผลออกมาเช่น Journal of Applied Biochemistry, Journal of Applied Chemistry, Journal of Applied Geophysics ก็จะได้จำนวนน้อยว่าใส่เฉพาะคำว่า journal อย่างเดียว
  • ทั้งหมดของชื่อ (All of Journal Title) อันนี้ต้องใส่ชื่อเต็มๆ ของวารสาร ตกหล่นไปซักคำก็จะหาไม่พบ

ทีนี้ลองมาดูผลการสืบค้นกันนะครับ สมมุติผมค้นหาจากบางส่วนของชื่อ โดยใช้คำว่า Polymer ผลลัพธ์จะออกมาตามรูปที่ 4 คือมีทั้งหมด 52 รายการ ระบบจะเรียงรายชื่อวารสารมาให้ พร้อมกับหมายเลข ISSN เอาไว้ตรวจสอบอีกครั้งว่าตรงกับเล่มที่เราต้องการแน่ๆ (กรณีที่ถ้าเรามีเลข ISSN อยู่แล้ว ก็สามารถใช้เป็นคำค้นได้เลยเช่นกัน) คำที่เราใช้ค้นจะปรากฏสีแดง จากนั้นก็ไล่หาวารสารเล่มที่เราต้องการได้เลย

รูปที่ 4 : รายการแสดงผลการสืบค้น ตัวสีแดงคือคำที่เราใช้ค้นหา


รูปที่ 5 : รายละเอียดของวารสารเล่มที่เราต้องการว่าอยู่ที่ห้องสมุดไหนบ้าง

สมมุติว่าผมเลือกวารสารชื่อ Journal of Applied Polymer Science เมื่อคลิกลงไปก็จะได้ผลตามรูปที่ 5 ระบบจะแจ้งข้อมูลของวารสารตัวนี้ว่าชื่ออะไร มีหมายเลข ISSN อะไร อยู่ที่เว็บไซต์ไหน ถ้าสมมุติว่าเราใช้เน็ตของมหิดลซึ่งบอกรับวารสารตัวนี้พอดี เราก็จะเข้าไปใช้งานหรือโหลด Full Text มาอ่านได้ทันที แต่ถ้าเกิดเราไปใช้เน็ตจากสถาบันอื่นที่ไม่ได้บอกรับ ก็จะเข้าไปโหลด paper ไม่ได้นะครับ ถัดลงมาที่ตารางด้านล่างก็จะเป็นรายชื่อห้องสมุดที่มีวารสารตัวนี้ให้บริการ พร้อมทั้งบอกเสร็จสรรพเลยว่าห้องสมุดแต่ละแห่งมีเล่มไหนให้บริการบ้าง อย่างเช่น Journal Applied Polymer Science ที่ผมลองเลือกดูนี้พบว่า ในประเทศไทยมีห้องสมุดที่บอกรับและให้บริการอยู่แค่ 4 แห่งเท่านั้น คือที่ห้องสมุดคุณหญิงหลงฯ มอ. ห้องสมุดสตางค์ มหิดล ห้องสมุดศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ และที่ สวทช. จากนั้นเราก็ไล่ดูเลยครับว่าเล่มที่เราต้องการนั้นอยู่ที่ห้องสมุดไหน เพราะแต่ละแห่งก็จะมีให้บริการไม่เหมือนกัน  เช่น ปี 1987 ที่ มอ.มีไม่ครบ แต่ที่ ห้องสมุดสตางค์มีครบ อย่างนี้เป็นต้น ก็จะช่วยให้เราเลือกได้ว่าจะไปขอใช้บริการได้จากที่ไหนบ้าง

ทีนี้บางครั้งค้นหาแล้วไม่พบวารสารชื่อที่ต้องการ ก็เป็นไปได้ว่าวารสารชื่อนั้นไม่มีห้องสมุดแห่งไหนในประเทศไทยบอกรับเป็นสมาชิกเลยนั่นเองครับ และถ้าพบว่าห้องสมุดแห่งไหนมีให้บริการก็ต้องสอบถามเขาให้ดีนะครับว่าให้บริการในรูปแบบใด ยิ่งถ้าเป็นวารสารฉบับที่ค่อนข้างใหม่ บางทีก็อาจจะเปลี่ยนมารับในแบบออนไลน์แล้วก็ได้

คิดว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาในการตามหาวารสารของทุกท่านได้บ้างนะครับ เพราะจากการให้บริการผู้ใช้มานาน ผมพบว่าผู้ใช้หลายคนไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปหาได้จากที่ไหนว่าวารสารที่ต้องการไปอยู่ที่ห้องสมุดใด ก็ลองเข้าที่ Journal Link นี้ดูนะครับ ค่อนข้างจะสมบูรณ์ทีเดียวเพราะห้องสมุดเกือบทั่วประเทศต่างเป็นสมาชิกทั้งนั้น แต่ยังมีปัญหาบ้างตรงที่การ Update ข้อมูลของแต่ละห้องสมุดที่อาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง ดังนั้นเมื่อทราบว่าวารสารอยู่ที่ไหนแล้วก็ลองตรวจสอบโดยตรงที่ห้องสมุดนั้นก่อนนะครับ จะได้ไม่ไปเสียเที่ยว หรือถ้าติดขัดตรงไหนก็สออบถามมาที่ผมได้ที่ 0 2201 5718 ครับ (ห้องสมุดสตางค์ คณะวิทย์ มหิดล)

บริการหนังสือพิมพ์ออนไลน์

วันนี้มาช่วนอ่านหนังสือพิมพ์กันครับ แต่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์เล่มโตๆ ต้องกางบนโต๊ะกว้างๆ พลิกหน้าทีมือก็เปื้อนหมึก แต่เป็นหนังสือพิมพ์แบบออนไลน์ครับ เปิดอ่านแสนง่าย รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และชอบใจข่าวไหนก็เซฟเก็บไว้ได้ด้วย ฐานข้อมูลตัวนี้ชื่อว่า iQNewsClip เป็นฐานข้อมูล Clipping ข่าวออนไลน์ โดยบริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด

ปกติท่านที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ก็คงจะเข้าไปอ่านฉบับที่ชื่นชอบกันใช่ไหมครับ ซึ่งหนังสือพิมพ์แต่ละหัวก็มีลูกเล่น มีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับท่านที่ต้องการข้อมูลที่เป็นข่าวสารสำหรับนำไปใช้งานโดยไม่สนใจว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หัวไหน ก็ต้องตระเวนหาทีละฉบับๆ ในเรื่องๆ เดียว แบบนี้คงยุ่งยากและเสียเวลามากเลย ห้องสมุดหลายแห่งจึงมีการจัดทำ clipping เก็บเอาไว้

เจ้า clipping นี้ก็คือการวบรวมข่าวหรือบทความจากหนังสือพิมพ์มาจัดเก็บแยกไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการค้นหา ในสมัยก่อนๆ ห้องสมุดแทบทุกแห่งจะต้องทำ clipping กันจนมือดำเชียวครับ แต่พอเข้าสู่ยุคออนไลน์ อะไรๆ มันก็ง่ายขึ้น

ลองเข้ามาใช้งานกันครับที่ iQNewsClip เช่นเดิมนะครับ คือต้องเล่นภายในเครือข่ายของมหิดลเท่านั้น หรือไม่ก็ใช้งานผ่านระบบ VPN หรือถ้าท่านใดไม่ใช่สมาชิกของมหิดลก็ลองใช้ที่สถาบันของท่านก็ได้ครับ เห็นว่าหลายๆ แห่งก็ใช้บริการฐานข้อมูลตัวนี้เช่นเดียวกัน พอเข้ามาถึงก็จะพบกับหน้าตาอย่าง รูปที่ 1 โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือด้านบนจะเป็นส่วนของการสืบค้น และด้านล่างจะเป็นรายการข่าวที่มี

รูปที่ 1 : หน้าจอของ iQNewsClipping

ถ้าไม่ทำการสืบค้น เราก็จะได้อ่านหนังสือพิมพ์ไล่เรียงไปเรื่อยๆ โดยเนื้อหาปะปนกันไป แต่ถ้าต้องการค้นหาข่าวก็ใช้งานส่วนสืบค้นด้านบน รูปที่ 2 โดยเลือกช่วงเวลาที่ต้องการหรือเลือกแสดงผลเฉพาะฉบับล่าสุดก็ได้ จากนั้นเลือก หัวเรื่องที่รับบริการ (A)  ก็คือหมวดหมู่ของเนื้อหาที่จัดเรียงไว้เป็นระบบ มีอยู่เกือบ 100 หัวเรื่อง แบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ ได้แก่ ธุรกิจ ไอทีและสื่อสาร สินค้าอุปโภค/บริโภค เศรษฐกิจ การเมือง เกษตรกรรม ท่องเที่ยว บันเทิงและกีฬา การศึกษา อื่นๆ โดยแต่ละหมวดก็จะถูกแบ่งย่อยลงไปอีกเรื่อยๆ จากขั้นตอนนี้หากไม่สนใจว่าจะตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ฉบับไหนก็คลิก ค้นหา ได้เลย แต่ถ้าต้องการระบุหนังสือพิมพ์ก็สามารถทำได้

รูปที่ 2 : สามารถเลือกเฉพาะหมวดหมู่ที่ต้องการได้

 รูปที่ 3 : เลือกอ่านหนังสือพิมพ์เล่มโปรดได้

การเลือกหนังสือพิมพ์ที่ต้องการ (รูปที่ 3) ให้คลิกเมนูชื่อหนังสือพิมพ์ (B) จะได้รายการหนังสือพิมพ์รวมถึง segment เสริมของหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังมีประเภทสิ่งพิมพ์รายสัปดาห์ เช่น มติชนสุดสัปดาห์ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ รวมอยู่ด้วย หากเราไม่สนใจหมวดหมู่ แต่ต้องการอ่านข่าวเฉพาะในฉบับที่เราชอบ ก็สามารถเลือกเฉพาะเล่มที่ชอบโดยไม่ต้องเลือกหมวดหมู่ก็ได้

พอค้นเจอข่าวที่ต้องการจะอ่านแล้ว ระบบจะมีวิธีการให้เราอ่านอยู่ 3 รูปแบบ ให้สังเกตที่ไอคอนด้านท้ายของแต่ละข่าว จะมีอยู่ 3 รูป

- รูปกระดาษพับครึ่งขาวดำ (C) แบบนี้คือเปิดเป็นไฟล์ PDF แบบขาว-ดำ
- รูปกระดาษหลายสี (D) แบบนี้คือเปิดเป็นไฟล์ PDF แบบหน้าสี
- รูปกระดาษมีเส้นบรรทัด (E) แบบนี้คือเปิดอ่านเป็น HTML มีแต่ข้อความ ไม่มีภาพ

 

สะดวกอ่านแบบใดก็เลือกได้ตามชอบเลยครับ และหากสนใจจะเซฟเก็บไว้ก็ทำได้เช่นกัน สะดวกดีไหมล่ะครับ ทีนี้เราก็ติดตามอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เล่มโปรดได้โดยไม่ต้องรอ แถมยังไม่เสียเงินอีกด้วยนะครับ

ตามล่าหา “Impact Factors” (2)

ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วนะครับ เรากำลังตามล่าหาค่า Impact Factors กันอยู่ คราวก่อนเราเข้าไปดูลิสต์ค่า IF ของปีก่อนๆ จากเว็บของห้องสมุดสตางค์ไปแล้ว ทีนี้จะมาค้นหาของปีล่าสุดกันบ้างล่ะ

สิ่งที่มักจะสร้างความสับสนเสมอๆ ก็คือข้อมูลล่าสุดของ IF คือปีไหนกันแน่ ปัจจุบันคือปี 2011 แต่ค่า IF ที่ใช้ล่าสุดจะเป็น IF2010 …ทำไมไม่เป็น 2011 ตามปีปัจจุบันล่ะ ตรงนี้ทำเอาหลายคนมึนงงและถกเถียงกันมามาก

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ค่า IF นั้นจะคำนวณบทความของวารสารที่ตีพิมพ์ผ่านมาแล้ว 2 ปี และจำนวนครั้งที่ถูกนำไปอ้างในปีที่ต้องการหาค่า มาคำนวณเพื่อหาค่าเฉลี่ย ดังนั้นสมมุติว่าเราอยากได้ค่า IF ปี 2010 ของวารสาร A เราก็ต้องเอาจำนวนบทความของวารสาร A ในปี 2008 และ 2009 มาเป็นตัวตั้ง หารด้วยจำนวนครั้งที่ถูกนำมาอ้างอิงในปี 2010 ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่า IF สำหรับปี 2010 ดังนั้นปีนี้คือปี 2011 เขาก็ต้องเอาจำนวนบทความปี 2009 และ 2010 มารวมกัน หารด้วยจำนวนครั้งที่ถูกนำไปอ้างในปี 2011 มาคำนวณ แต่ปี 2011 มันยังไม่หมดเลยน่ะสิ เราก็เลยคำนวณค่าไม่ได้ ดังนั้นค่า IF ที่มีอยู่ล่าสุดจึงเป็นปี 2010 ด้วยประการฉะนี้

ถามว่าแล้วค่า IF ปี 2011  จะกำหนดคลอดเมื่อไหร่ล่ะ อันนี้ก็ต้องให้เวลา JCR เขารวบรวมข้อมูลและคำนวณด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าขึ้นปีใหม่แล้วจะได้ใช้เลย ตามปกติแล้วก็จะอยู่ในช่วงกลางๆ ปี ราวเดือนกรกฎาคมหรือกันยายน ฐานข้อมูล JCR ก็จะเปิดให้ค้นหาค่า IF ของปีล่าสุดได้แล้วล่ะครับ

ลองเข้าไปค้นหากันดูนะครับที่ ฐานข้อมูล Journal Citation Reports เข้าไปแล้วจะพบหน้าเว็บตาม รูปที่ 1 ตรงกลางจอเขาจะแบ่งเป็นสองส่วน ด้านซ้ายจะให้เราเลือกว่าจะค้นหาค่า IF ของวารสารในสาขาวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ และเลือกปีที่ต้องการค้นหา (A) ส่วนฝั่งขวาจะเป็น Option ต่างๆ ที่เราจะใช้ในการค้นหา (B) ได้แก่

  • View a group pf journals by Subject Category, Publisher, Country/Territory – เลือกดูวารสารโดยแบ่งตามหมวดหมู่ สำนักพิมพ์ หรือตามประเทศที่ตีพิมพ์
  • Search for a specific journal – ค้นหาด้วยการใส่คำค้นเป็นชื่อวารสาร
  • View all journals – ดูรายการวารสารทั้งหมด

รูปที่ 1 : หน้าแรกของฐานข้อมูล JCR สำหรับค้นหาค่า IF

ในตัวอย่างผมลองค้นดูค่า IF2010 สาขาวิทยาศาสตร์ โดยเลือกแสดงผลตามหมวดหมู่นะครับ เมื่อกดปุ่ม Submit ก็จะได้หน้าตาตาม รูปที่ 2 เขาก็จะให้เราเลือกหมวดหมู่ที่ต้องการ (C) โดย JCR จะคัดแยกวารสารที่มีออกตามหมวดหมู่หรือสาขาวิชา ดังนั้นวารสารบางชื่ออาจจะอยู่ได้หลายกลุ่มสาขาวิชา และเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงผลเรียงตามลำดับอะไร เช่น เรียงตามชื่อวารสาร เรียงตามลำดับค่า IF เป็นต้น (D) สมมุติผมเลือกดูในสาขา Chemistry, Analytical และให้แสดงผลเรียงตามค่า IF

 

รูปที่ 2 : เลือกดูรายการค่า IF โดยให้แบ่งตามสาขาวิชา

ผลลัพธ์จะออกมาตาม รูปที่ 3 เป็นตารางแสดงค่าต่างๆ ของวารสาร และเรียงลำดับตามค่า IF (E) จากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ชื่อวารสารนั้นจะแสดงเป็นตัวย่อ หากไม่แน่ใจชื่อว่าตรงที่เราตามหาอยู่ไหม ก็เช็คจากหมายเลข ISSN ก็ได้ นอกจากค่า IF แล้ว ยังแสดงค่าต่างๆ ที่จำเป็นและใช้ในการ Ranking วารสารอีกด้วย

รูปที่ 3 : ตารางแสดงค่า IF ของวารสารเรียงลำดับจากค่า IF มากไปน้อย

 

กลับไปที่รูปที่ 1 อีกครั้งนะครับ คราวนี้ถ้าผมมีชื่อวารสารอยู่ในมือแล้ว แต่อยากจะดูค่า IF สักหน่อย วิธีนี้ให้เลือก Option ฝั่งขวามือ (B) เป็น Search for a specific journals เพื่อใส่คำค้นเป็นชื่อวารสาร ก็จะได้หน้าตาตาม รูปที่ 4 แบ่งเป็นสองฝั่งอีกแล้ว ฝั่งขวาให้เราใส่ชื่อวารสารที่เราต้องการหา ส่วนฝั่งซ้ายคือประเภทของการค้นหาว่าจะค้นหาจากอะไร

  • Full Journal Title – เราต้องใส่ชื่อเต็มที่ถูกต้องของวารสาร
  • Abbreviated Journal Title – ใส่ชื่อย่อที่ถูกต้องของวารสาร
  • Title Word – ใส่ชื่อวารสารเพียงบางส่วน
  • ISSN – ค้นหาจากหมายเลข ISSN

จะเห็นว่าสองข้อแรกนั้นถ้าเราไม่แม่นชื่อเต็มหรือชื่อย่อก็จะค้นไม่เจอ จึงแนะนำให้ใช้ Title Word จะง่ายกว่า เพราะใส่ลงไปเพียงบางคำ ระบบก็จะค้นให้ เพราะบางทีเราอาจจะไม่แน่ใจว่าชื่อวารสารที่เราจะหานั้นมันชื่ออะไรกันแน่ อย่างในตัวอย่างผมลองใส่คำว่า Journal of Polymer เพราะผมไม่แน่ใจว่ามันชื่ออะไรแน่ แต่จำได้เลาๆ ว่าประมาณนี้นี่แหละ ลองค้นดูละกัน … เอ้า คลิก … ระบบก็จะแสดงผลตาม รูปที่ 5 ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ 7 รายการที่มีคำว่า Journal of Polymer อยู่ในชื่อวารสาร ผมก็มาดูว่าชื่อไหนกันแน่ที่ต้องการ

รูปที่ 4 : ค้นหาค่า IF ด้วยการใส่ชื่อวารสาร

รูปที่ 5 : จากคำค้น Journal of Polymer ระบบบอกว่าพบอยู่ 7 รายการ

 

ทีนี้ลองดูที่ชื่อวารสารแต่ละชื่อนะครับว่ามันสามารถ link ต่อไปได้อีก ผมลองคลิกเข้าไปที่ชื่อวารสาร J POLYM RES จะเกิดอะไรขึ้น …

ก็จะได้ผลลัพธ์ตาม รูปที่ 6 คือจะแสดงข้อมูลอย่างละเอียดมากๆ ของวารสารชื่อนี้ ได้แก่ Journal Information (F) คือชื่อเต็ม ชื่อย่อ สำนักพิมพ์ ISSN ตีพิมพ์ในประเทศอะไร กำหนดออกเท่าไหร่ จัดอยู่ในสาขาวิชาอะไร และถ้ามองที่ตารางแสดงค่าต่างๆ ด้านบน นอกจากค่า IF แล้วยังมีตัวเลขอื่นๆ อีกหลายตัวคือ 5-Year Impact Factor, Immediacy Index, Cited Half-Life และ Citing Half-Life ซึ่งค่าเหล่านี้จะถูกยกมาอธิบายว่ามากจากไหน คำนวณออกมาได้อย่างไร (รูปที่ 7)

รูปที่ 6 : เมื่อคลิกที่ชื่อวารสารจะปรากฏหน้าจอแบบนี้ ด้านบนเป็นตารางแสดงค่าต่างๆ
ถัดลงมาเป็นข้อมูลของวารสารว่าชื่อเต็มอะไร ชื่อย่ออะไร พิมพ์ที่ไหน เป็นต้น

รูปที่ 7 : ด้านล่างถัดลงมาจะแสดงวธีการคำนวณค่า IF และค่าอื่นๆ ของวารสารชื่อนั้น

 

นี่แหละครับวิธีการหาค่า IF จากฐานข้อมูล JCR ที่เล่ามานี้เป็นขั้นตอนการค้นแบบทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ที่หน้าเว็บอาจจะมี link อื่นๆ อีกมากมาย ลองคลิกเข้าไปศึกษากันดูได้นะครับ สำหรับท่านผู้ใช้ที่ไม่ใช่เป็นบุคลากรของมหดิล หรือว่าไม่สามารถเข้าใช้งานฐานข้อมูลผ่านระบบของมหิดลได้ สามารถติดต่อมาสอบถามค่า IF ได้นะครับที่ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข อีเมล์ lisc@mahidol.ac.th หรือโทร. 0-2201-5718

 

ตามล่าหา “Impact Factors” (1)


สำหรับนักวิจัยทั้งหลายคงไม่ต้องอธิบายให้มากความกับเรื่องของค่า Impact Factors กันนะครับว่ามันคืออะไร แต่ปัญหาที่พบก็คือหลายท่านยังสงสัยอยู่ว่าเราจะไปค้นหาค่า IF ของวารสารต่างๆ นี้ได้จากที่ไหน แล้วตกลงค่า IF ที่เป็นปีล่าสุดคือปีอะไรกันแน่ ทำไมไม่ตรงตามปีปัจจุบันล่ะเนี่ย

เผื่อบางท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือน้องๆ นักศึกษาที่เป็นนักวิจัยมือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคย ค่า Impact Factors มันคืออะไรกันแน่นะ? สั้นๆ เลยก็คือ “จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความในวารสารฉบับนั้นจะได้รับการอ้างอิงในแต่ะปี” ค่า IF จึงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการเปรียบเทียบและจัดอันดับวารสาร เพื่อประกอบการพิจารณาบอกรับของห้องสมุด เพื่อให้นักวิจัยได้ใช้คัดเลือกวารสารที่เหมาะสมในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ เพื่อใช้ประเมินคุณภาพด้านการวิจัยของสถาบันการศึกษา โดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความที่ตีพิมพ์โดยบรรดานักวิจัยภายในสถาบันนั้นๆ ได้อีกด้วย

สรุปได้ว่า หากผลงานของเราได้ตีพิมพ์ลงในวารสารที่มีค่า IF สูง หมายความว่าโอกาสที่ผลงานของเราจะได้รับการนำไปอ้างอิงก็จะมีโอกาสสูงตามไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้วารสารที่มีค่า IF สูงๆ จึงมีหลักเกณฑ์พิจารณารับตีพิมพ์ที่เข้มงวดมากเป็นพิเศษ เพราะค่า IF ที่สูง จะบ่งบอกถึงคุณภาพของวารสาร ดังนั้นจึงต้องมีการกลั่นกรองงานวิจัยที่มีคุณภาพเท่านั้นถึงจะได้รับการตีพิมพ์

ท่านที่อยากรู้ว่าเขาคำนวณค่า IF กันยังไง ลองเข้าไปศึกษาได้ตามนี้นะครับ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/if.htm

หลายท่านมีคำถามที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้นะครับว่า ตกลงแล้วเจ้าค่า IF มันสามารถตัดสินคุณภาพของวารสารได้จริงๆ ล่ะหรือ? แวดวงวิชาการคงต้องถกเถียงกันอีกนานล่ะครับว่ามันจะยังไงกันแน่ แต่ตอนนี้โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้ค่า IF เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของวารสารกันอยู่ เราจึงยังต้องทำความคุ้นเคยกับมันเอาไว้ก่อนล่ะครับ ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า แล้วจะไปดูค่า IF ได้จากที่ไหน

สำหรับชาวมหิดลคงจะสะดวกสบายหน่อยนะครับ เพราะมหาวิทยาลัยมหิดล ได้บอกรับเป็นสมาชิกของฐานข้อมูล Journal Citation Reports (JCR) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการสืบค้นหาค่า IF แต่ถ้าเป็นบุคคลภายนอกมหิดล หรือใช้อินเทอร์เน็ตนอกเครือข่ายของมหิดล ก็จะไม่สามารถเข้าใช้งานฐานข้อมูลตัวนี้ได้ แต่ไม่ต้องกังวลครับ ยังมีทางออกเสมอ

เริ่มที่ชาวมหิดลกันก่อนนะครับ สามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ในส่วนของ ดัชนี Impact Factors ในหน้านี้จะแบ่งข้อมูลออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกจะเป็น link ไปยังฐานข้อมูล JCR เพื่อสืบค้นค่า IF ปีล่าสุด (A) ส่วนที่สองจะเป็นการค้นหาค่า IF ย้อนหลัง ซึ่งก็แบ่งได้อีกสองส่วนคือ เว็บไซต์ Science Gateway ซึ่งจะให้บริการข้อมูล IF ฟรี แต่ว่าจะไม่ได้ปีล่าสุดนะครับ (B) และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นตารางแสดงค่า IF ย้อนหลัง ที่ห้องสมุดสตางค์จัดทำขึ้นเพื่อจะได้ดูกันง่ายๆ โดยมีทั้งเรียงตามลำดับอักษร และเรียงตามค่า IF (C) ส่วนสุดท้ายของหน้านี้คือด้านล่างสุดไล่เรียงลงไป จะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับค่า IF ไม่ว่าจะเป็นวิธีการคำนวณค่า Impact Factors หรือ Citation Analysis บทความวิชาการที่ว่าด้วยเรื่องของค่า IF เป็นต้น

รูปที่ 1 : หน้าดัชนี Impact Factors ของห้องสมุดสตางค์

รูปที่ 2 : ตารางแสดงค่า IF ย้อนหลัง จัดทำโดยห้องสมุดสตางค์
แบ่งออกเป็นวารสารสาขา Science (D) และ Social Science (E)

ที่หน้านี้มีข้อแม้อยู่ที่ส่วนของการค้นหาค่า IF ปีล่าสุด (A) และค่า IF ย้อนหลัง (C) ที่เปิดให้ใช้งานผ่านระบบ Intranet ของมหิดลเท่านั้น จะไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้จากภายนอกนะครับ แต่ถ้าหากว่าท่านที่ไม่ใช่เป็นนักศึกษาหรือบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล หรือแม้แต่ชาวมหิดลเองก็ตามที่ไม่ค่อยสะดวกในการค้นหา ก็สามารถติดต่อขอดูค่า IF ของวารสารได้ โดยติดต่อมาที่ lisc@mahidol.ac.th หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2201-5718 ครับ

คราวหน้าเราจะมาว่ากันถึงขั้นตอนการค้นหาค่า Impact Factors ผ่านฐานข้อมูล JCR กันนะครับ

 

ค้นหาสิทธิบัตรได้อย่างไร (2)

ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วเกี่ยวกับวิธีการค้นหาสิทธิบัตร คราวก่อนเราค้นหาสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลออนไลน์ Scopus และ SciFinder ซึ่งวิธีการใช้งานก็ไม่ต่างจากการค้นหาบทความวิชาการทั่วไปเลย ครั้งนี้จะมาลองใช้ฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งผมคิดว่ามันใช้งานง่ายและสะดวกจริงๆ ครับ

 

รูปที่ 1 : เว็บไซต์ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา

 วิธีการค้นยังคงคล้ายๆ กับการค้นหาบทความวิชาการจากวารสารอิเล็กทรอนกิส์และฐานข้อมูลอื่นๆ เช่นเดิม การค้นหาของกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้นใช้วิธีการค้นหาจากหน่วยงานสิทธิบัตรของประเทศต่างๆ ได้แก่ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) สำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (EPO) สำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา (USPTO) จีน (SIPO) ออสเตรเลีย(IP Australia)  ญี่ปุ่น (JPO)  เยอรมนี (DPMA) เกาหลี (KIPO) และประเทศไทย (DIP) ใช้การค้นแบบ one search คือค้นหาเพียงครั้งเดียวจากทุกๆ แหล่ง แต่ถ้าหากต้องการค้นเฉพาะบางแหล่งเราก็สามารถเลือกได้ตามต้องการ

เริ่มต้นไปที่เว็บไซต์ของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา  เลือกเมนูด้านซ้ายที่ ค้นหาสิทธิบัตรจากทั่วโลก จะปรากฏหน้าตาตาม รูปที่ 2 ถึงตรงนี้ก็จะพบว่าเราสามารถค้นหาได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการค้นแบบ Basic Search ค้นหาจากหมายเลขสิทธิบัตร (กรณีที่ทราบหมายเลข) เราสามารถเลือกค้นจากสำนักงานสิทธิบัตรจากประเทศที่ต้องการ หรือจะค้นจากทุกประเทศเลยก็ได้ ในตัวอย่างผมลองค้นจากทุกประเทศที่มี และพิมพ์คำค้นลงไป (ลองใช้คำว่า Jasmine Rice)

รูปที่ 2 : หน้าจอค้นหาสิทธิบัตร

รูปที่ 3 : แสดงผลการค้นหา

เมื่อทำการค้นหาข้อมูลเสร็จแล้ว ระบบจะแสดงผลเป็นตารางรายชื่อสิทธิบัตร (รูปที่ 3) ถ้ามองดูด้านบนจะมีตัวเลขระบุว่าพบสิทธิบัตรกี่ชิ้น จากแหล่งใดบ้าง เช่นในตัวอย่างบอกว่า พบสิทธิบัตรจากประเทศไทย 1 ฉบับ ออสเตรเลีย 1 ฉบับ อเมริกา 7 ฉบับ เป็นต้น ส่วนรายละเอียดของแต่ละฉบับก็สามารถคลิกดูได้จากตารางด้านล่าง โดยเลือกคลิกที่ เลขที่คำขอ หรือ เลขที่ประกาศ

จากนั้นจะมีหน้าต่างใหม่ปรากฏตาม รูปที่ 4 แสดงข้อมูลของสิทธิบัตรชิ้นนั้น อย่างในตัวอย่าง เป็นผลิตภัณฑ์ ครีมขัดผิวข้าวหอมมะลิ ระบบจะแสดงชื่อผู้ขอจดทะเบียน ผู้ประดิษฐ์/ผู้ออกแบบ บทสรุปการประดิษฐ์ ข้อถือสิทธิ์ ส่วนประกอบ รายละเอียดการประดิษฐ์ ฯลฯ เหล่านี้สามารถเปิดดูฉบับเต็มได้ในรูปแบบของไฟล์ TIFF

รูปที่ 4 : รายละเอียดของสิทธิบัตร ถ้าต้องการอ่านฉบับเต็มก็คลิกเลือกดูเป็นไฟล์ TIFF

หากว่าเราต้องการค้นหานอกเหนือที่มีในเว็บของกรมทรัพย์สินฯ เราก็สามารถเข้าไปค้นได้โดยตรงจากสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศต่างๆ ได้โดยตรง หากไม่ทราบเว็บไซต์ก็คงต้องอาศัย Google แล้วล่ะครับ แต่ที่ใช้กันโดยทั่วไปเพราะค่อนข้างมีสิทธิบัตรจำนวนมาก ก็ได้แก่ สำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (EPO) และ สำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา (USPTO) ส่วนในเอเชียที่นิยมค้นหาก็ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน

ทีนี้ถ้าเกิดรู้สึกว่ามันก็ยังยุ่งยากอยู่ดี ไม่อยากจำ URL ไม่อยากต้องมาคลิกหลายรอบ ก็ลองมาใช้ของที่คุ้นเคยกันอย่าง Google ก็ได้ครับ Google ตอบสนองความต้องการของเราด้วยการทำ “Google Patents” เอาไว้สำหรับให้ชาวเน็ตค้นหาสิทธิบัตรโดยเฉพาะ ตอนนี้มีการรวบรวมไว้แล้วมากกว่า 8 ล้านรายการ วิธีการค้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ ใส่คำค้นลงไปเท่านั้น ระบบก็จะค้นให้ทันที เหมือนใช้ Search Engine ค้นข้อมูลทั่วๆ ไปนั่นหละครับ พอ Google แสดงผลออกมาเราก็จิ้มเลือกฉบับที่ต้องการแล้วระบบจะทำ link พาเราไปยังตัวสิทธิบัตรฉบับเต็มให้เลย

รูปที่ 5 : Google Patents

เป็นอย่างไรบ้างครับกับการค้นหาสิทธิบัตรทั้งสองตอน ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ หากต้องการค้นแบบง่ายๆ และรวดเร็วก็แนะนำให้ลองใช้ Google Patents ก็ได้นะครับ แต่ก็ต้องระมัดระวังนิดหน่อยเพราะผลการค้นหาอาจจะได้มากมายเกินต้องการ ด้วยระบบการค้นหาแบบ Search Engine จึงทำให้ได้ผลลัพธ์เยอะแยะ จึงต้องเลือกใช้คำค้นที่ค่อนข้างเจาะจงสักหน่อย

Links ที่น่าสนใจ

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO: World Intellectual Property Organization)

สำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา (USPTO: United States Patent and Trademark Office)

สำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (EPO: European Patent Office)

สำนักงานสิทธิบัตรประเทศญี่ปุ่น (JPO: Japan Patent Office)

สำนักงานสิทธิบัตรประเทศจีน (SIPO: State Intellectual Property Office of The P.R.C)

สำนักงานสิทธิบัตรประเทศออสเตรเลีย (IP Australia)

สำนักงานสิทธิบัตรประเทศเยอรมนี (DPMA: Das Deutsche Patent- und Markenamt)

สำนักงานสิทธิบัตรประเทศเกาหลี (KIPO: Korean Intellectual Property Office)

สำนักงานสิทธิบัตรประเทศอังกฤษ (IPO: Intellectual Property Office)

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศไทย (DIP: Department of Intellectual Property)

Google Patents

 

ค้นหาสิทธิบัตรได้อย่างไร (1)


สำหรับนักวิจัยแล้ว นอกเหนือจากการค้าหาบทความทางวิชาการจากวารสารต่างๆ แล้ว บ่อยครั้งที่มักจะพบว่านักวิจัยต้องการข้อมูลจากสิทธิบัตรมาประกอบด้วย ซึ่งหลายท่านเป็นกังวลว่าจะหาได้ยากไหม? จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไหม? เขาจะอนุญาติให้ดูไหม? ซึ่งจริงๆ แล้วการค้นหาสิทธิบัตรนั้นไม่ได้ยากเลยครับ วิธีการก็คล้ายๆ กับการค้นหาบทความจากวารสารหรือฐานข้อมูลนั่นแหละครับ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับตำว่า สิทธิบัตร (Patent) กันเสียก่อน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้คำจำกัดความของสิทธิบัตรไว้ว่า “หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสิทธิพิเศษ ที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ มีสิทธิที่จะผลิตสินค้า จำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง”

สำหรับขั้นตอนการจดสิทธิบัตรนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนเล็กน้อย เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้นะครับ (www.ipthailand.go.th)

ทีนี้มาถึงวิธีการค้นหาสิทธิบัตรกันบ้าง ที่ผมบอกไปว่ามันก็คล้ายๆ กับการหา paper จากวารสารหรือฐานข้อมูล ก็เพราะว่ามีบางฐานข้อมูลที่ช่วยเราค้นหาสิทธิบัตรได้นั่นเอง ที่ใช้กันบ่อยๆ ก็ได้แก่ Scopus และ SciFinder

หากลองค้นจาก Scopus ก็ใช้วิธีการเดียวกันกับการค้นหา paper ทั่วไป คือใส่คำค้นที่ต้องการลงไป เมื่อ Scopus แสดงผลการค้น (รูปที่ 1) ให้สังเกตที่แถบด้านบนจะพบแถบที่ชื่อ Patent (A) คลิกเลือกเข้าไปดูก็จะพบรายการสิทธิบัตรที่ได้จากคำค้นนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ผมลองค้นหาเรื่อง “Flood Sandbag” มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ 25 รายการ แต่พอเข้ามาดูในส่วนของที่เป็นสิทธิบัตร พบว่ามีถึง 194 รายการ (รูปที่ 2) ถ้าต้องการดูรายการไหนก็คลิกเข้าไปที่ชื่อสิทธิบัตรได้เลย (B) Scopus จะลิงก์ไปหาแหล่งที่เก็บสิทธิบัตรฉบับนั้นๆ ให้ทันที โดย Scopus จะระบุได้ด้านล่างของแต่ละรายการว่าเป็นสิทธิบัตรจากแหล่งใด (C) เช่น Patent record available from the Japanese Patent Office, the UK Patent Office หรือ the World Intellectual Property Organization  (WIPO) เป็นต้น

 

รูปที่ 1 : คลิกที่ patent เพื่อดูเฉพาะผลการค้นที่เป็นสิทธิบัตรเท่านั้น

รูปที่ 2 : แสดงผลการค้นหาสิทธิบัตรจาก Scopus

 

ทีนี้ลองมาใช้ฐานข้อมูล SciFinder กันบ้าง ขั้นตอนก็เหมือนการค้นหา paper เช่นกันครับ พอเข้ามาที่หน้า Search ของ SciFinder แล้ว พอใส่คำค้นเสร็จให้คลิกเลือกค้นหาเฉพาะ patent ที่ด้านล่าง SciFInder ก็จะแสดงผลการสืบค้นออกมาเฉพาะที่เป็นสิทธิบัตร จากตัวอย่างผมลองค้นหาจากคำว่า lactobacillus พบว่าได้ผลลัพธ์ออกมาหลายพันเรื่อง ซึ่งถ้าเราอยาจะค้นให้เฉพาะเจาะจงลงไปอีก เราก็สามารถ limit หรือตีกรอบการค้นหาได้เหมือนการค้น paper ตามปกติเลยครับ (รูปที่ 3)

 

รูปที่ 3 :คลิกเลือกคำสั่งให้ SciFinder ค้นหาเฉพาะสิทธิบัตร

 

รูปที่ 4 : หน้าจอแสดงผลการค้นของ SciFinder

 

จากหน้าจอแสดงผล (รูปที่ 4) แต่ละรายการจะแสดงชื่อสิทธิบัตร พร้อมทั้งรายละเอียดคร่าวๆ คือ ชื่อผู้จดสิทธิบัตร ประเทศที่รับจดสิทธิบัตร หมายเลขประจำสิทธิบัตร ภาษาที่ใช้ในสิทธิบัตร (D) ถัดลงมาจะเป็นข้อมูลสั้นๆ ของสิทธิบัตรฉบับนั้น (คล้ายๆ กับ Abstract ของบทความ) และด้านล่างสุดจะเป็น link ต่างๆ ที่ SciFinder ทำไว้ให้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ Full Text (E) ซึ่งจะพาเราไปสู่แหล่งจัดเก็บสิทธิบัตรฉบับที่เราต้องการ

ในกรณีที่เราอยากจะอ่านเฉพาะ Abstract ก่อน ให้คลิกที่ชื่อสิทธิบัตร SciFInder จะเปิดหน้าจอใหม่เพื่อแสดงผล (รูปที่ 5) ประกอบไปด้วย Abstract ของสิทธิบัตรและข้อมูลต่างๆ ของสิทธิบัตร ได้แก่ หมายเลขประจำสิทธิบัตร วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร วันที่ประกาศสิทธิบัตร แหล่งที่มาว่าเป็นของประเทศใด ภาษาที่ใช้ เป็นต้น (F)

รูปที่ 5 : แสดงผลของแต่ละรายการ

 

กลับไปที่หน้าจอแสดงผลอีกครั้งหนึ่งนะครับ (รูปที่ 4 ) ถ้าเราเลือกคลิกที่ Full Text ระบบจะทำการเชื่อมโยงไปยังสำนักงานสิทธิบัตรที่เป็นผู้ออกสิทธิบัตรให้ ตัวอย่างเช่น ผมเลือกสิทธิบัตรมาฉบับหนึ่ง พอคลิกที่ Full Text ก็จะเปิดหน้าจอใหม่ตามรูปที่ 6 แจ้งให้เราทราบว่าสิทธิบัตรฉบับนี้มาจากประเทศเกาหลีเหนือ พร้อมทั้งทำ link ไว้ให้เสร็จสรรพ และยังอธิบายขั้นตอนการค้นหาให้ด้วย เนื่องจากบาง link นั้นไม่ได้เชื่อมโยงไปถึงตัวสิทธิบัตรโดยตรง แต่จะวิ่งไปที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานให้เท่านั้น และเราต้องเข้าไปค้นหาเองอีกครั้ง SciFinder จึงช่วยเราด้วยการบอกเราว่าจะเข้าไปค้นอย่างไร

รูปที่ 6 : หน้า link ไปยังแหล่งเก็บสิทธิบัตรแต่ละประเทศ

 

รูปที่ 7 : หน้าเว็บไซต์การค้นหาสิทธิบัตรของประเทศเกาหลีเหนือ

 

นี่เป็นตัวอย่างการค้นหาสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลที่นิยมใช้กันมากนะครับ เรายังสามารถค้นหาได้โดยตรงจากหน่วยงานที่ออกสิทธิบัตรให้ในแต่ละประเทศได้อีกด้วย คราวหน้าจะลองมาค้นกันดูครับ

“เบื้องต้นของเบื้องต้น” กับการค้นหาข้อมูล (ตอนที่ 2)


ความเดิมตอนที่แล้ว …

ผู้ใช้ :       “อยากจะหาบทความใน Bio Chem ปี 1990 ค่ะ”
บรรณารักษ์ :  “Bio Chem มันมีหลายเล่มนะครับ พอทราบชื่อเต็มไหมครับ”
ผู้ใช้ :       “อ่า …มันมีชื่อเต็มด้วยเหรือพี่ ไม่รู้อ่ะ เรียกแต่ Bio Chem ไม่แน่ใจว่าเล่มไหน”
บรรณารักษ์ :  “…T_T…”

ตัวอย่างบทสนทนานี้พบได้เป็นประจำในห้องสมุดโดยเฉพาะบริเวณเคาน์เตอร์บริการสืบค้นข้อมูล จากบทสนทนาจะเห็นเลยว่าคุณน้องผู้ใช้บริการไม่ทราบจริงๆ ว่าบทความที่ต้องการตีพิมพ์ลงในวารสารชื่ออะไร รู้แต่ว่า Bio Chem แต่ไม่รู้ชื่อเต็มๆ ของวารสาร ตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณน้องหรอกครับ เพราะตามปกติแล้วเราก็มักจะเรียกกันสั้นๆ ด้วยความเคยชิน และเป็นที่รู้กันในเครือข่ายของเราเอง แต่ถ้าลองถามเจาะลึกไปบางครั้งเขาก็ไม่รู้จริงๆ นะครับว่ามันมีชื่อเต็มว่าอะไร ยิ่งถ้าเป็นน้อง นํกศึกษา ป.ตรี ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการหา paper ด้วยแล้ว

อย่าง Bio Chem ที่ว่านี้ เราอาจเข้าใจว่าหมายถึง Biochemistry, Biochimie, Biogeochemistry, Biological Chemistry, Bioorganic Chemistry หรือ Biophysical Chemistry เห็นมั้ยครับว่ามันสามารถทำให้เข้าใจได้ตั้งหลายชื่อ แล้วก็ดันอยู่ในสาขาที่ใกล้เคียงกันเสียอีก แบบนี้ยิ่งเพิ่มความสับสนเข้าไปใหญ่

การแก้ไขที่ดีที่สุดสำหรับน้องๆ หรือท่านที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมหรือตัวย่อวารสาร คือการจดรายละเอียดของ Reference มาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะ ชื่อเรื่อง (Title) เพราะเราสามารถค้นหาจากฐานข้อมูลได้ง่ายกว่าและตรงกว่าโดยใช้ชื่อเรื่องครับ แต่ถ้ามีส่วนอื่นๆ ประกอบก็จะยิ่งสะดวกและถูกต้องเพิ่มขึ้นไปอีก

รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมก็อาจทำให้ผู้ใช้สับสนได้เช่นกัน บางครั้งคนที่ช่ำชองก็อาจจะดูผิดพลาดได้เหมือนกัน เพราะถ้าดูแบบผ่านๆ ก็อาจทำให้เข้าใจผิดได้ เช่นรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมตามตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นรูปแบบเฉพาะของ ACS Publication เริ่มด้วยชื่อผู้แต่ง ตามด้วยชื่อวารสาร ปีที่พิมพ์ เลขหน้า ส่วนที่สร้างความสับสนมากๆ คือชื่อผู้แต่งและชื่อวารสารครับ

1) DeGrado, W. F. J. Am. Chem. Soc. 2008, 130, 11921−11927.

2) Ingham, E.; McPherson, M. J. Trends Biotechnol. 2009, 27, 423−433.

3) Pepe-Mooney, B. J.; Fairman, R. Curr. Opin. Struct. Biol. 2009, 19, 483– 494.

ลองดู Ref หมายเลข 1 และ 2 นะครับ ให้สังเกตดีๆ ที่ชื่อวารสารจะเป็นตัวเอียง เพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างชื่อวารสารกับชื่อผู้แต่งซึ่งเป็นตัวย่อทั้งคู่ บังเอิญว่าวารสารในข้อ 1) มีตัว J นำหน้า คือ Journal of the American Chemical Society  ขณะที่ในข้อ 2) วารสารคือ Trends in Biotechnology ส่วนใหญ่ที่จะงงกันก็คือข้อ 1) บางคนนึกว่าตัว J คือชื่อผู้แต่ง โดยไม่ทันสังเกตหรือดูไม่ออกว่ามันเป็นตัวเอียง ขณะที่บางคนก็เข้าใจว่าตัว J ในข้อ 2) เป็นชื่อวารสารซะงั้น ทั้งที่มันไม่ได้เอียงซักหน่อย แล้วก็จดตามที่ตัวเองเข้าใจไปค้นที่ห้องสมุด เหตุการณ์แบบนี้ถ้าเจอบรรณารักษ์หรือนักวิจัยที่เชี่ยวๆ หน่อยก็เดาออกทันทีครับว่าชื่อวารสารเต็มๆ นั้นคืออะไร ต่อให้ตกหล่นตรงไหนไปนิดหน่อยก็จะเดาได้ทันทีครับ แต่ถ้าเป็นน้องๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย หายังไงก็ไม่มีทางเจอครับ

ดูเหมือนว่าจะง่ายนะครับ แต่ก็ไม่ง่ายเลยสำหรับนักค้นคว้ามือใหม่ หรือต่อให้เป็นมือเก๋าก็ตาม บางครั้งก็มีพลาดกันได้ เอาเป็นว่าค่อยๆ เรียนรู้กันไปครับ บรรดาฐานข้อมูลต่างๆ เขาพยายามออกแบบมาให้ง่ายที่สุดอยู่แล้ว ผู้ใช้เองก็ต้องหมั่นค้นบ่อยๆ ครับ จะได้เชี่ยวชาญและเพื่อให้ได้ผลการค้นที่สมบูรณ์ที่สุด