|
|
|
|
|
ประวัติ |
|
|
| ศาสตราจารย์ ดร. สตางค์ มงคลสุข เป็นบุตรคนที่สอง ของนายแจ้ง
และนางไน้ มงคลสุข |
| เกิดวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2462 ณ อำเภอท่าใหม่
จังหวัดจันทบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 1 คน |
| คือ นายแสตมป์ มงคลสุข |
| |
ชีวิตครอบครัว |
| ศาสตราจารย์ ดร. สตางค์ มงคลสุข สมรสกับ นางสาวยุพิน เบญจกาญจน์
ธิดานายเกีย และนางพวง เมื่อ พ.ศ. 2490 |
| มีธิดาและบุตร 4 คน คือ |
| 1. รองศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์
รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายวิจัย |
| และอาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สมรสกับ |
| รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุตรชาย 1 คน |
| คือ นายอธิศ รุจิรวัฒน์ |
| |
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศศพินทุ์ ภูมิรัตน อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล สมรสกับ ดร. อมฤต ภูมิรัตน |
| บริษัท Alcatel Thailand มีบุตรธิดา 2 คน คือ น.ส. ณัฐณิชา
ภูมิรัตน และนายสานุ ภูมิรัตน |
| |
|
| 3. แพทย์หญิงวีนิตา กรเณศ แผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลหัวเฉียว
สมรสกับ นายแพทย์สาธิต กรเณศ ภาควิชาศัลยศาสตร์ |
| คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุตร
2 คนคือ นายภานุ กรเณศ และ นายนิพัทธ กรเณศ |
| |
| 4. ศาสตราจารย์ ดร. ศกรณ์ มงคลสุข หัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพ
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และอาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ |
| คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น
ประจำปี พ.ศ. 2541) สมรสกับ น.ส. จรัสพร มีบุตร 1 คน คือ ด.ช. ยศกร มงคลสุข
|
| |
การศึกษา
|
| พ.ศ. 2481 - โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
สอบไล่จบชั้นมัธยม 8 |
| พ.ศ. 2485 - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี |
| พ.ศ. 2487 - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเคม |
| พ.ศ. 2493 - มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล
ประเทศอังกฤษ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเคมีอินทรีย์ |
| พ.ศ. 2494 - ทำการวิจัยเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ
ต่อในประเทศอังกฤษ |
| พร้อมทั้งฝึกงานการสกัดน้ำมันพืช
และดูงานอุตสาหกรรมทำยา จากโรงงานต่างๆ ในประเทศอังกฤษ เยอรมันนี และสหรัฐอเมริกา |
| พ.ศ. 2507 - สำเร็จ ว.ป.อ. รุ่นที่
7 |
| |
|
|
|
|
| |
|
|
|
| ตลอดเวลาที่เป็นนักเรียนและนักศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์
มงคลสุข เป็นผู้ที่เรียนดีที่สุดคนหนึ่ง |
|
| เป็นผู้มีความคิดริเริ่มสนใจวิชาการหลาย ๆ ด้าน เคารพครูบาอาจารย์
ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูง และพยายาม |
| สร้างความก้าวหน้าให้แก่ตัวเอง หมู่คณะและสถาบันอยู่เสมอ
นิสัยอันดีงามประจำตัวนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่นำมา |
| และประวัติการทำงานอันลือเลื่องของท่าน ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์
การรับราชการ การวางแผนงาน |
| และการบริหารการศึกษาในเวลาต่อมา |
| |
งานวิจัย |
| 1. ทำการวิจัยเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะจาก Lichens ชนิดหนึ่ง
จนสามารถแก้ไขสูตรโครงสร้างทางเคมี |
| ที่เข้าใจผิด เผยแพร่ในวารสารของประเทศอังกฤษ |
| Journal of The Chemical Society, 1953, p, 1250 - 1261.
Usnic acid; A revised |
| structure for Usnolic Acid and the resolution of (+/-)
Usnic Acid. |
| |
| 2. ทำการวิจัยยาสมุนไพรในประเทศ เรื่อง ยาขับพยาธิปวกหาด
จนทราบโครงสร้างทางเคมีของสารฆ่าพยาธิ |
| ในปวกหาดได้ และตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารของประเทศอังกฤษ |
| Journal of The Chemical Society, 1957, P 2231 - 2233.
2:4:3:'5' Tetraydroxystilbene from |
| Artrocarpus lakoocha. |
| |
|
| 3. ทำการวิจัยเกี่ยวกับยาขับพยาธิมะเกลือ จนทราบโครงสร้างทางเคมีของสารตัวหนึ่งที่อยู่ในมะเกลือ
และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารของประเทศอังกฤษ |
| Journal of The Chemical Society, 1957, P 2233 - 2237.
Diospyrol : A constituent of Diospyros molis. |
| |
| 4. วิจัยยาปฏิชีวนะจาก Lichens ที่อยู่บนภูกระดึง จนทราบว่าองค์ประกอบตัวสำคัญคือ
สารเคมีตัวหนึ่งชื่อว่า Atranorin และได้รายงานให้สภาวิจัย |
| การแพทย์ทราบในปี พ.ศ. 2499 |
| |
| 5. วิจัยสมุนไพร กระชาย จนสามารถแยกสารบริสุทธิ์ แล้วทราบโครงสร้างว่าเป็นอย่างไร
ลงตีพิมพ์ในวารสารของประเทศอังกฤษ |
| Journal of The Chemical Society, 1964, P. 4654-2655.
Pinostrobin and Alpinetin From Kaempferia pandurata. |
| |
| 6. วิจัยเรื่องมะเกลือต่อ จนทราบว่าสารที่พบในข้อ 3 นั้น
เกิดจากสารตัวหนึ่งที่มีในมะเกลือเช่นกัน และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารของประเทศอังกฤษ
|
| Journal of The Chemical Society, 1965, P. 1533. 3-Methylnaphthelene-1,8-diol
from Diospyros mollis. |
| |
| 7. วิจัยสมุนไพรรงทอง สามารถแยกสารออกมาหลายอย่างด้วยกัน
แล้วหาโครงสร้างทางเคมีได้หลายตัว ลงตีพิมพ์ในวารสารเคมีของต่างประเทศ
|
| Tetrahedron, Volume 21,p.1453-1470, 1965. Constituents
of gambogic acid. |
| |
| 8. วิจัยสมุนไพร สะแก สามารถแยกสารและหาสูตรโครงสร้างได้
พิมพ์เผยแพร่ในวารสารเคมีของประเทศอังกฤษ |
| Journal of The Chemical Society, 1966, p. 125. Combretol
from Combretum quadrangular. |
| |
| 9. ทำการพิสูจน์หาโครงสร้างของสารเคมีตัวหนึ่ง ซึ่งมีในต้นไม้หลายชนิด
เช่น โหราเท้าสุนัข จนสามารถตรวจสารนั้นในต้นไม้ได้ ด้วยวิธีการทางฟิสิกส์
|
| ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่างประเทศ |
| Phytochemistry, 1960 volume 8,p.913-915. Spectroscopic
identification of coniferin. |
| |
| 10. วิจัยสมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง และพิสูจน์ว่าสารที่เป็นตัวยาคือ
สารเคมีที่มีชื่อ plumbagin แต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ |
| |
| นอกจากที่ได้รวบรวมแล้ว
ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ยังมีผลงานวิจัยอีกมากมายเหลือที่จะนำมากล่าวไว้หมดในที่นี้
ผลงานเหล่านี้บางส่วนปรากฏ |
| เป็นรายงานที่เสนอต่อสภาวิจัยแห่งชาติ บางส่วนตีพิมพ์เผยแพร่ในต่างประเทศ
ถึงแม้ท่านจะมีหน้าที่ราชการรัดตัวมากก็ตาม ท่านก็ไม่เคยลืมเรื่องวิจัยเลย
|
| ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศในราชการพิเศษ ก็มักจะถือโอกาสปรึกษาการวิจัยกับนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ
หาข้อมูลและหนังสือทันสมัยมาด้วยทุกครั้ง |
| ห้องทดลองวิทยาศาสตร์จะอยู่ติดกับห้องทำงานของท่าน และกล่าวได้ว่าไม่มีวันไหนเลยที่ท่านไม่ได้เข้าไปทำการทดลองในห้องนั้น
|
| |
การรับราชการและตำแหน่งหน้าที่
|
| พ.ศ. 2486 -
อาจารย์ผู้ช่วยสอนแผนกเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| พ.ศ. 2488 -
อาจารย์โท แผนกเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| พ.ศ. 2490 -
ลาราชการเพื่อศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ |
| พ.ศ. 2493 -
อาจารย์โท แผนกเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| พ.ศ. 2494 -
อาจารย์โท แผนกเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ |
| พ.ศ. 2496 -
อาจารย์เอก แผนกเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ |
| พ.ศ. 2501 -
ผู้อำนวยการ โรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
|
| พ.ศ. 2502 -
ศาสตราจารย์แผนกเคมี มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ |
| พ.ศ. 2503 -
รักษาการคณบดี คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ |
| พ.ศ. 2503 -
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2512 เปลี่ยนชื่อเป็น
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) |
| พ.ศ. 2511 -
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีกตำแหน่งหนึ่ง |
| พ.ศ. 2512 -
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีกตำแหน่งหนึ่ง |
| |
|
| |
|
| |
ราชการพิเศษ
และหน้าที่ราชการอื่นๆ |
| 1. กรรมการมูลนิธิอานันทมิหดล |
| 2. กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล |
| 3. กรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น |
| 4. กรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
| 5. กรรมการสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| 6. กรรมการพัฒนามหาวิทยาลัย |
| 7. กรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ |
| 8. กรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการช่วยเหลือในระดับอุดมศึกษา
ในด้านแพทยศาสตร์ เกษตรศาสตร์และสังคมศาสตร์ |
| 9. กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ |
| 10. กรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ |
| 11. กรรมการสอบคัดเลือกผู้ที่จะไปศึกษา ณ ต่างประเทศตามโครงการหลาย
โครงการทั้งของไทยและต่างประเทศ |
12. กรรมการร่วมกับมูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สถาบันประเทศอังกฤษและประเทศออสเตรเลีย เพื่อจัดหาอาจารย์จากต่างประเทศ
จัดหา ้ ทุนใหอาจารย์และนักศึกษาไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
|
| 13. เป็นผู้แทนไปประชุมสากลเคมี ตามคำเชิญของสมาคมเคมีประเทศต่างๆ
หลายประเทศ |
14. เป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งโรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และได้ขยายงานจนเป็นคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน |
| 15. เป็นผู้ช่วยราชการดำเนินการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และช่วยเหลือด้านต่างๆ หลายด้านเรื่อยมา |
16. ช่วยดำเนินงานจัดตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่เริ่มแรก
และช่วยเหลือออกแบบห้องทดลอง ช่วยหาอาจารย์ ช่วยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มี
สถานที่เรียน ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะสร้างเรียบร้อย
โดยให้ทำการศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นเวลา 2 ปี ครึ่ง และช่วยสอนด้วยตนเอง
ตลอดระยะเวลานั้น |
| |
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
| |
|
|
|
| 17. เป็นผู้ช่วยในการดำเนินการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หาผู้บริจาคที่ดินให้แก่ราชการจัดหาคณาจารย์เพื่อทำการสอน ตลอดจนหาทุนช่วยเหลือ
|
| จากต่างประเทศ |
|
| 18. ดำเนินการขอความช่วยจากต่างประเทศ ให้คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล ดังต่อไปนี้ |
| 18.1 ประเทศออสเตรเลีย : ให้เครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร
์เป็นมูลค่าประมาณ 5 แสนบาท และให้ทุนแก่นักศึกษาไปศึกษาต่อเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ของ |
| คณะฯ กว่า 30 ทุน |
|
| 18.2 ประเทศอังกฤษ : ให้เครื่องมือวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมาก
ให้ทุนแก่นักศึกษา หลายสิบคน และส่งอาจารย์ชาวอังกฤษมาช่วยสอนในคณะฯ
ติดต่อกัน |
| เป็นเวลา 5 ปี |
| 18.3 ประเทศสหรัฐอเมริกา |
|
| 18.3.1 มูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ : ให้ความช่วยเหลือขยายงานของคณะฯ
ระยะยาว |
| โดยให้ทุนการจัดซื้อเครื่องมือวิทยาศาสตร์
สำหรับการวิจัยและการสอน ให้ทุนการศึกษาสำหรับอาจารย์เพื่อศึกษาต่อ ณ
ประเทศสหรัฐอเมริกา จนถึง |
| ปริญญาเอก เพื่อกลับมาทำการสอนในคณะฯ
ให้ตำราเรียนและวารสารวิทยาศาสตร์ มากมาย ส่งผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จากสหรัฐฯมาทำการสอน
และจัดตั้ง |
| ภาควิชาต่างๆ จนกว่าอาจารย์ไทยจะมีเพียงพอ
และให้ทุนอื่นๆ อีกมากเป็นมูลค่าทั้งสิ้น กว่า 100 ล้านบาท |
| 18.3.2 Massachusetts Institute of
Technology : ได้เปิดศูนย์การวิจัยสารที่เป็นพิษจากเชื้อราร่วมกับคณะฯ
ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว ได้รับ |
| เครื่องมือและเงินทุนวิจัยหลายล้านบาท
และได้ให้ทุนแก่อาจารย์ของคณะฯ เพื่อไปศึกษาต่อด้วย |
| 19. เป็นผู้แทนหรือผู้รับเชิญให้ไปประชุมยังต่างประเทศในเรื่องอื่นๆ
นอกจากการขอความช่วยเหลือและการประชุมทางวิชาการเคมีหลายครั้ง อาทิ รับเชิญจาก |
| รัฐบาลออสเตรเลียไปประชุม
Australlian-New Zealand Association for the Advancement of Sciences,
37th Congress ณ |
| กรุงแคนเบอร่า ในปี
2507 |
| 20. ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข เตรียมจะเดินทางเจรจาในรายละเอียดเพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น
แคนาดา อังกฤษ และมูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ |
| สำหรับมหาวิทยาลัยสงขานครินทร์
และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล การเจรจาครั้งนี้ เป็นที่คาดกันว่าประเทศและมูลนิธิต่าง
ๆ ดังกล่าวจะตกลง |
| ช่วยเหลือในด้านการเงิน
ทุนการศึกษา และอาจารย์ชาวต่างประเทศ เป็นมูลค่าทั้งสิ้นหลายสิบล้านบาท
แต่ท่านได้ถึงแก่มรณกรรมเสียก่อน |
| |
| นอกจากที่กล่าว ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของส่วนราชการ
และบริษัทอุตสาหกรรมหลายแห่ง และมี |
| หน้าที่การงานพิเศษอีกมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการ
การศึกษาและวงการวิทยาศาสตร์ของชาติทั้งสิ้น |
| |
| ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ได้ทำตนเป็นตัวอย่างอันดีงามต่อผู้อื่นอยู่เสมอ
ท่านมีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ |
| สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
รับผิดชอบและอุทิศตนในการทำงาน ท่านไม่เพียงได้ช่วยสร้างความเจริญทางวัตถุให้แก่ชาติเท่านั้น
|
| แต่ยังช่วยสร้างความเจริญทางจิตใจให้แก่คนจำนวนมาก พร้อมทั้งเป็นที่พึ่งของบรรดาศิษย์
และผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดมา |
| |
|
| |
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน
|
| 5 ธันวาคม 2495 - เบญจมาภรณ์ช้างเผือก |
| 5 ธันวาคม 2496 - จตุรถาภรณ์ช้างเผือก |
| 5 ธันวาคม 2498 - ตริตาภรณ์มงกุฎไทย |
| 5 ธันวาคม 2505 - ตริตาภรณ์ช้างเผือก |
| 5 ธันวาคม 2507 - ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย |
| 5 ธันวาคม 2508 - ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก |
| 5 ธันวาคม 2510 - ประถมาภรณ์มงกุฎไทย |
| 5 ธันวาคม 2512 - ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ |
| 5 ธันวาคม 2513 - เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา |
| 5 ธันวาคม 2513 - ประถมมาภรณ์ช้างเผือก |
| 5 ธันวาคม 2514 - ทุติยจุลจอมเกล้า |
| |
== ท่านอาจารย์สตางค์
ได้จากพวกเราไปชั่วนิรันดร์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2514 == |
| |
|
| |
| จากประวัติข้างต้นจะเห็นได้ว่า
ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข เป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งมีความสามารถในหลายๆ
ด้าน ทั้งทางวิชาการ ด้านการบริหาร |
| การวางแผน การประสานการดำเนินการต่าง ๆ และทางด้านความเป็นครู
ความสามารถพิเศษต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากมาย
|
| มหาศาลแล้ว ยังทำให้ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข เป็นที่รัก
ที่เคารพเทิดทูน ที่ระลึกถึง และกล่าวขวัญถึง ของเพื่อนพ้อง และศิษย์จำนวนมากมาย
|
| ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน |
| |
| คัดมาจากหนังสือ : ปาฐกถาศาสตราจารย์
ดร. สตางค์ มงคลสุข ครั้งที่ 13 |
| เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล 19 ตุลาคม 2548 |
| |
บทความสดุดี ศาสตราจารย์ ดร. สตางค์ มงคลสุข |
| |
| 1. "A Loss of Education",
The Bangkok Post, July 8, 1971 |
| 2. "นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ได้รับการยกย่อง,"
สร้างคนสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 18-24 สิงหาคม 2529 สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ,
|
| หน้า 34-35, กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน,
2529. |
| 3. Legacy of Professor
Stang Mongkolsuk. Mahidol University Spectrum Vol. 5, No. 3, Sep-Dec,
1998. |
| |
คำไว้อาลัย
การจากไปของศาสตราจารย์ ดร. สตางค์ มงคลสุข
|
| |