ไทย english   

การวิจัยในฐานะความพึงพอใจส่วนตน ?

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณเจตนา นาควัชระ

 

เมื่อปี ค.ศ.1971 ผมได้รับมอบหมายจากสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาธิการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South-East Asian Ministers of Education Secretariat - SEAMES)ให้เดินทางไปกับผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ซึ่งทางสำนักงานฯ ได้ขอร้องให้มาประเมินความเป็นไปได้ ในการจัดตั้งสถาบันการค้นคว้าด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้น ซึ่งประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งเสนอตัวขอเป็นประเทศเจ้าภาพ เรื่องความผันผวนของกระแสทางการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคฯ ซึ่งทำให้โครงการดังกล่าวได้รับการหลอมรวมเข้ากับอีกโครงการหนึ่ง แล้วในท้ายที่สุดก็กลายมาเป็นศูนย์ SPAFA ในภายหลังนั้น ไม่เกี่ยวกับประเด็นของบทความบทนี้ สิ่งที่ผมตั้งใจจะนำมาเสนอในที่นี้ เป็นเรื่องของประสบการณ์ในการที่ได้ไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และนักวิชาการของประเทศสมาชิกในขณะนั้น

 

สิ่งที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียว และมีความจัดเจนในด้านปรัชญาและภาษาตะวันตก) ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างมากก็คือ ข้อเสนอของประเทศที่ต้องการจะเป็นเจ้าภาพนั้นเกิดจากเหตุที่ว่า ฝ่ายเขาได้ไปสร้างศูนย์ประชุมทางวิชาการเอาไว้แล้ว และอยากจะใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ชุมนุมทางวิชาการในระดับภูมิภาค ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คิดเรื่องเนื้อหาทางวิชาการและกลไกที่จะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์เลย ก็คงจะเช่นเดียวกันกับกรณีที่เราพบอยู่บ่อยครั้งในประเทศไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นั่นก็คือ สร้างตัวอาคารเอาไว้ก่อน แล้วค่อยคิดต่อไปว่าจะใช้อาคารไปในกิจการใดในภายหลัง! เมื่อคณะของเราเดินทางไปถึงประเทศดังกล่าว เจ้าภาพก็พาเราไป "ชมสถานที่" ทันที จากนั้นจึงได้ขอให้ไปพบนักวิชาการหนุ่มด้านสังคมวิทยาคนหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ที่เสนอความคิดเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะดำเนินการ นักวิชาการผู้นั้นก็คิดฝันไปในเชิงอุดมคติ แต่ก็ไม่มีข้อเสนออันใดที่เป็นรูปธรรม ด้วยเหตุที่ยังขาดประสบการณ์ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านวิชาการ และในด้านการวิจัย ผมยกย่องผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นมากว่าเป็นผู้มีความอดทนสูงมาก ที่รับฟังเล็กเชอร์น้อยๆ ของนักวิชาการหนุ่มผู้นั้นด้วยมรรยาทอันดียิ่ง

 

จากการเดินทางไปยังประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมได้พบกับสภาพความเป็นจริงอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลเอกสารที่มีอยู่ในหอจดหมายเหตุของหลายประเทศมีอยู่มาก บางแห่งเพียงแต่รวบรวมไว้โดยที่ยังมิได้จัดระบบ ที่นครหลวงของประเทศสมาชิกแห่งหนึ่ง เอกสารทั้งหมดได้รับการเก็บรักษาไว้ในเรือนจำเก่า ซึ่งครั้งหนึ่ง เจ้าประเทศราชเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษชาวพื้นเมือง หัวหน้าหอจดหมายเหตุนำเอกสารบางชิ้นมาให้เราได้อ่าน พร้อมกับได้ชี้ทางให้เราทราบว่า ข้อมูลที่มีอยู่นี้จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว หอจดหมายเหตุในอีกประเทศหนึ่งเก็บหลักฐานที่เป็นทั้งภาษาสเปนและภาษาอังกฤษเอาไว้มากมาย คอยท่าให้นักวิชาการนำไปใช้ เป็นที่แน่ชัดว่า วิชาที่น่าจะเป็นแก่นสารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาก็คือวิชาประวัติศาสตร์ ผมเองก็ดีใจมาก เพราะมหาวิทยาลัยของผมกำลังจะเปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมก็ภาคภูมิใจแทนสถาบันของตนว่า อีกไม่ช้าไม่นาน เราคงจะกลายเป็นผู้นำด้านการค้นคว้าสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาอย่างแน่นอน กาลเวลาผ่านไปร่วม 3 ทศวรรษ ความฝันนั้นก็หาได้เป็นจริงไม่ อุปสรรคขวากหนามมีอยู่หลายประการ แต่ในที่สุด เราก็มาตายน้ำตื้น นั่นก็คือ ไม่สามารถอ่านภาษาต่างประเทศอื่นได้ นอกเสียจากภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียว สมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ในยุโรป ผมเองเคยเฝ้าสังเกตพวกครูบาอาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยตะวันตก และก็พบว่าพวกที่อ่านภาษาต่างประเทศได้แคล่วคล่องหลายภาษาหาใช่พวกนักภาษาและวรรณคดีไม่ หากแต่เป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญา และประวัติศาสตร์ศิลป์ ความจำเป็นบีบบังคับให้ท่านเหล่านั้นต้องรอบรู้หลายภาษา หาไม่แล้วก็จะ "วิจัยไม่ได้" นักวิชาการไทยก็คงจะ "วิจัยไม่ได้" ต่อไปอีกนาน ถ้าไม่พร้อมที่จะปรับตัว แต่ผมคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันในบ้านเราดีขึ้นแล้ว เมื่อเรามีนักวิชาการที่สามารถอ่านภาษาพม่า ภาษาเขมรและภาษาโปรตุเกสได้

 

จากนั้นผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นกับผมเดินทางไปถึงประเทศที่เล็กที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก็ได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศทางวิชาการที่เข้มข้นไปอีกแบบหนึ่ง เราได้สัมภาษณ์ศาสตราจารย์สาขาสังคมวิทยาท่านหนึ่งที่แสดงความหลักแหลมให้เป็นที่ประจักษ์ ท่านสนใจการเมืองมาก และก็ดูจะมาพักพิงอยู่ในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เพื่อที่จะ "วิจัย" เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า เมื่อสนทนากันจนเป็นที่คุ้นเคยกันแล้ว ก่อนจะลากลับ ท่านศาสตราจารย์ได้หันมาหยิบกุญแจพวงใหญ่ไปไขตู้เหล็ก หยิบหนังสือมามอบให้เราคนละเล่ม หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า "สังคมวิทยาแห่งการโกงกิน" (Sociology of Corruption) ผมนำหนังสือเล่มนั้นมาอ่านในภายหลัง และก็เห็นว่าผู้เขียนไม่ได้พะวงอยู่กับการใช้หลักวิชาเข้าจับปรากฏการณ์ทางสังคมเท่าใดนัก แต่ต้องการจะแฉโพยการคอรัปชั่นของบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลที่ใช้นั้นมาจากหนังสือพิมพ์เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็คงจะเป็นวิธีการทำวิจัยที่สะดวกดายที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับสังคมร่วมสมัย สำหรับผม ซึ่งเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วงวิชาการได้ไม่นานในขณะนั้น ก็ยังไม่สามารถขจัดความเชื่อดั้งเดิมที่ติดตัวมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยได้ นั่นก็คือ ผมคิดว่า ข้อมูลเอกสารที่กองสุมอยู่ในหอจดหมายเหตุ (ที่เดิมเคยเป็นคุกตะรางมาก่อน) ย่อมมีความหนักแน่นมากกว่าข้อมูลที่มาจากหนังสือพิมพ์อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น อคติดั้งเดิมที่ยังไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นไปได้ในขณะนั้นก็คือว่า การศึกษาวิจัยเรื่องใกล้ตัว ในส่วนของเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาของสังคมร่วมสมัย ไม่น่าเชื่อถือเท่ากับการศึกษาวิจัยที่มั่งคั่งด้วยมิติของประวัติศาสตร์ แต่ในขณะนี้ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านไป ผมเปลี่ยนทัศนะไปมากน้อยเพียงใด

 

ในฐานะคนหนุ่มที่ยังต้องเรียนรู้จากผู้อาวุโส การที่ได้สนทนากับศาสตราจารย์ชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และขณะนั้นรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในประเทศเล็กๆ แห่งนั้น จัดได้ว่าให้กำลังใจผมมาก ท่านศาสตราจารย์บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าไปใส่ใจกับข้อเสนอในการตั้ง สถาบันฯ ของประเทศสมาชิกที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพนั้นเลย การวิจัยไม่อาจเกิดขึ้นได้จากทิศทางและกรอบโครงที่นักการเมืองหรือผู้บริหารได้กำหนดเอาไว้หรอก จากประสบการณ์ของท่าน โครงการวิจัยที่ดีที่สุดมักจะเป็นโครงการที่นักวิชาการเสนอมาเอง เพราะเขาสนใจที่จะทำ ไม่ใช่ต้องการทำวิจัยเพราะมีผู้มาขอร้องให้ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ นั่นถือได้ว่าเป็นการตอกย้ำความเชื่อส่วนตัวของผมในเรื่องของการวิจัยในฐานะความพึงพอใจส่วนตน

 

ที่กล่าวมาเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นใจผู้ที่ต้องทำหน้าที่บริหารงานวิจัย เพราะถ้าให้เหตุผลต่อกรรมาธิการงบประมาณฯด้วยถ้อยคำอย่างที่ผมใช้มาข้างต้น ก็แน่ใจได้เลยว่าจะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน และคงจะถูกกล่าวหาว่ามาขอเงินภาษีอากรราษฎรไปใช้เพื่อสนองตัณหาของนักวิจัย แต่ความสนใจในระดับบุคคล ความพึงพอใจที่ได้ตั้งโจทย์ที่ท้าทายให้แก่ตนเอง และใช้ความพากเพียรพยายามที่จะตอบโจทย์นั้นให้ได้ นั่นคือที่มาของการวิจัยที่มีคุณค่า ปัญหาที่วงวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเทศไทยประสบอยู่ในขณะนี้ และดูจะยังแก้ไม่ตกก็คือ มีแรงดึงดูด (หรือในบางครั้งก็เป็นผลประโยชน์ที่เป็นธนทรัพย์) อีกกระแสหนึ่งที่มาจากโครงการวิจัยขนาดใหญ่ที่หน่วยงานของรัฐตั้งขึ้นมา (หรือนักวิจัยไปบอกกล่าวให้เพื่อนฝูงที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐตั้งขึ้นมา) นัยว่า เพื่อแก้ปัญหาของชาติ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู โครงการในลักษณะนี้ก็ดูจะเฟื่องฟุ้งตามไปด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนหรือบางกลุ่ม ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาบางประการเป็นงานประจำอยู่แล้ว และก็น่าจะรู้วิถีทางที่จะแก้ปัญหาอยู่แล้วเช่นกัน กลับทำตัวเป็น "นักวิชาการ" โดยขอทุนวิจัยในจำนวนเงินที่สูงมาก (พร้อมค่าสมนาคุณที่สูงมากเช่นกัน) เพื่อที่จะ "วิจัย" แสวงหาคำตอบ ซึ่งความจริงทางราชการก็จ้างให้เขาแสวงหาคำตอบเป็นหน้าที่ประจำอยู่แล้ว นักวิชาการ (หัวโบราณ) บางคนออกจะดูถูกเหยียดหยามงานประเภทนี้ เพราะถือว่าเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ขาดความลุ่มลึกของการวิจัยบริสุทธิ์ และก็มักจะเรียกเพื่อนร่วมอาชีพที่ทำวิจัยเป็น "อาชีพ" หรือ "อาชีพเสริม" ว่า "มือปืนรับจ้าง" ในขณะที่อีกฝ่ายเขาก็โต้กลับไปว่า "พวกหอคอยงาช้าง" คือพวกที่เพ้อฝัน ไม่ได้สัมผัสกับความเป็นจริงของสังคมร่วมสมัย ยิ่งไปกว่านี้ เกียรติภูมิของฝ่าย "มือปืนรับจ้าง" นั้นดูจะสูงส่งมาก เพราะในบางครั้ง นักการเมืองและผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องพึ่งพาพวกเขา อีกทั้งยังพร้อมที่จะจัดตั้งกลไกถาวรหรือกึ่งถาวรให้แก่นักวิชาการผู้มุ่งที่จะแก้ปัญหาระดับชาติเหล่านี้เสียด้วย ผู้ที่ครั้งหนึ่งถูกเพื่อนร่วมงานกล่าวหาว่าเป็นมือปืนรับจ้าง ไม่ช้าไม่นานก็กลายเป็น "ศาสดาพยากรณ์" ระดับชาติไป พวกเขาจะโชคดียิ่งไปกว่านั้น ถ้าเข้าใจที่จะหาลู่ทางในการที่จะประสานงานกับองค์กรต่างประเทศ หรือรู้จักใช้สื่อต่างประเทศให้เป็นประโยชน์ สถานะของท่านเหล่านั้นก็ยิ่งสูงส่งขึ้นไปถึงระดับนานาชาติ และสามารถพูดแทน "ประเทศไทย" ได้ ราวกับเป็นประมุขของประเทศเลยทีเดียว ถึงแม้จะพยากรณ์ผิดพลาด ก็ไม่มีใครเอาผิดแต่อย่างใด (ต่างจากวิศวกรโครงสร้าง ถ้าทำงานผิดพลาดถึงขั้นอาคารถล่ม มีผู้คนล้มตาย พวกเขาก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการเข้าไปอยู่ในคุกในตะราง)

 

ความคิดสุดขั้วทั้งสองทางทำให้วงการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของเราซบเซาไป ความอ่อนน้อมถ่อมตนในทางวิชาการเป็นคนละเรื่องกันกับการขาดความมั่นใจในทางวิชาการ วิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่อาจมั่นใจในวิธีการของตนได้เท่ากับความแม่นตรงของวิทยาศาสตร์ แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน การยอมรับในขอบเขตและข้อจำกัดของวิทยาการของตนอาจเป็นทางที่จะนำเราไปสู่คำตอบที่น่าเชื่อถือก็ได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเราเอาการวิจัยไปผูกอยู่กับ "ประเด็นอันเร่าร้อน" (hot issues) เราก็จะไม่มีเวลาครุ่นคิดพินิจนึก ไม่มีเวลาที่จะไตร่ตรอง ไม่มีเวลาลองผิดลองถูก เพราะ "ผู้จ้างงาน" ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและรวดเร็ว ผู้ที่ทำงานวิจัยในลักษณะนี้จึงมักจะเชื่อในความขลังของระเบียบวิธีวิจัยที่นำมาใช้ โดยอ้างความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ไม่ว่าจะเป็นสำนัก หรือตัวปรมาจารย์ (ชาวต่างประเทศ) อันที่จริง สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์สูงแล้ว การรับทำงานวิจัยที่มีผู้มอบหมายให้ทำ (commissioned research) อาจเป็นการสร้างคุณูปการต่อสังคมในลักษณะหนึ่งก็ได้ แต่สิ่งที่กำลังบ่อนทำลายวงวิชาการของเราก็คือ การที่นักวิชาการรุ่นใหม่ถูกผลักดันโดยผู้อาวุโสให้เข้าไปร่วมงานในลักษณะนี้ และในบางครั้ง ก็ต้องทำงานแทนผู้อาวุโสที่มีเวลาน้อย (โดยยอมให้ท่านอ้างว่าท่านเป็นผู้วิจัยหรือผู้วิจัยหลัก) ภาวะจำยอมเช่นนี้ ดูจะไม่เอื้อต่อการสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการด้วยงานวิจัย

 

จากการที่ได้เสวนากับนักวิชาการต่างสาขาอยู่เป็นประจำ ทำให้ผมได้คิดขึ้นมาบ้างว่า ปัญหาของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อาจจะมิใช่ปัญหาเฉพาะสาขาวิชาเสมอไป นักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่า "ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วเข้ามาทำงานในระบบมหาวิทยาลัย ถ้าไม่ทำวิจัยอย่างจริงจังภายใน 3 ปี เขาจะทำวิจัยไม่ได้อีกเลยไปตลอดชีวิต" ผมมองไปรอบๆ ตัวแล้ว ก็ได้รับการยืนยันที่เป็นรูปธรรมว่า ที่ท่านกล่าวมานั้นเป็นความจริง การจะส่งเสริมการวิจัยต้องเริ่มที่ต้นทาง และในสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์บางแห่งก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว ด้วยการให้ทุนสนับสนุนอาจารย์รุ่นใหม่ให้ทำวิจัยทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานประเภท "มือปืนรับจ้าง" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสอน การวิจัย หรือกิจการอื่นๆ ไม่ช้าไม่นาน คนรุ่นหนุ่มสาวเหล่านี้ก็จะทำงานวิจัยโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเขา ไม่ช้าไม่นานก็สามารถพัฒนาโครงการของตนขึ้นมาได้จนถึงขั้นที่ว่าจะหาทุนสนับสนุนจากภายนอกได้อย่างไม่ยากนัก

สถาบันวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยผมเองมักจะชอบพูดให้ผมหน้าชาอยู่เสมอว่า "ปีนี้คณะของอาจารย์ไม่มีใครขอทุนเลยแม้แต่คนเดียว" ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ผมก็คงจะตอบกลับไปว่า "การทำวิจัยกับการขอทุนวิจัยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน" พวกผมบางคนทำวิจัยได้สำเร็จโดยไม่เคยเขียนโครงการเพื่อขอทุน เพราะถือว่าการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ค่อยทำค่อยไป วิชาอย่างเราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือราคาแพง ถ้าห้องสมุดดี บรรณารักษ์ให้ความช่วยเหลือดี เราก็ทำวิจัยได้ แต่มาขณะนี้ ผมไม่กล้าตอบเช่นนั้นแล้ว เพราะความเป็นจริงมีอยู่ว่า ในปัจจุบัน ผู้ที่ทำวิจัยไม่ว่าจะขอทุนหรือไม่ขอทุน ก็ล้วนแต่มีจำนวนน้อยมากแทบทั้งสิ้น และผมก็คงจะต้องยืนยันตามนักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านนั้นว่า พวกเขา "เสียคน" ไปแล้ว ภายในเวลา 3 ปีจริงตามที่ท่านว่าไว้ และไม่ว่าคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (ก.ม.) จะออกกฎมาบีบบังคับให้พวกเขาสร้างงานวิจัยปีละเท่านั้นเท่านี้เรื่อง งานที่ออกมาก็อาจจะไม่ถึงระดับงานของ "มือปืนรับจ้าง" เสียด้วยซ้ำ เพราะงานวิจัยมิได้เกิดจาก "ความพึงพอใจส่วนตน" เป็นที่น่าประหลาดใจว่านักวิชาการจำนวนไม่น้อยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งเขียนวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาได้ดีมาก กลับเกิดอาการเกร็งขึ้นมาหลังจากที่ก้าวเข้ามาสู่ระบบมหาวิทยาลัยได้เพียงไม่กี่ปี บางคนต้องทำหน้าที่คุมวิทยานิพนธ์โดยที่ตนเองไม่ได้ทำงานวิจัยอีกเลยหลังจากจบการศึกษาแล้ว การแก้ปัญหาที่ว่านี้คงจะต้องเริ่ม ณ จุดที่เขาเหล่านั้นก้าวเข้ามาสู่ระบบ ดังที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

 

"ความพึงพอใจส่วนตน" ในทางวิชาการอาจจะอธิบายด้วยภาษาชาวบ้านว่า "รักวิชาของตนเอง" ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเราอาจไม่เอื้อให้คนได้เรียนในวิชาที่ตนรักเสมอไป แต่ถ้าได้ศึกษามาจนจบปริญญาโทและปริญญาเอกแล้ว คงจะกล่าวไม่ได้เต็มปากว่า จำใจเรียน ผมคิดว่า "ความเหงาทางวิชาการ" เป็นปรากฏการณ์ของอุดมศึกษาที่เราไม่น่ามองข้าม ประชาคมวิชาการในแต่ละสถาบันขาดความมีชีวิตชีวา ยิ่งเงียบเหงาเท่าไร ยิ่งขาดโอกาสที่จะได้เสวนาแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้อื่นเท่าไร ก็จะเกิดโรคเกร็งทางวิชาการขึ้นมา บางครั้ง ก็คิดไม่ออกว่าจะค้นคว้าศึกษาเรื่องอะไร อาจจะเป็นไปได้ว่า ปัญหาของความย่อหย่อนในการวิจัยเป็นปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับภาควิชา ไล่ขึ้นไปจนถึงระดับสถาบันและระดับชาติ! นักฟิสิกส์เอกของโลก Stephen Hawking แม้จะพิการและต้องพูดผ่านคอมพิวเตอร์ แต่ก็รักษาขนบดั้งเดิมของสถาบันของเขาเอาไว้ได้ ด้วยการกำหนดให้อาจารย์และนักวิชาการทุกคนรับประทานน้ำชาร่วมกันในตอนบ่ายของทุกวัน จากการที่ผมได้กลับไปเยี่ยมวิทยาลัยเก่าของผมที่อังกฤษเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และได้รับเชิญให้ไปรับประทานอาหารกลางวัน พบว่าอาจารย์ของวิทยาลัยแทบทุกคน ไม่ว่าจะไปมีตำแหน่งใหญ่โตในมหาวิทยาลัยหรือไม่เพียงใด ต่างก็มารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทุกวัน วันนั้น ผมได้มีโอกาสสนทนากับศาสตราจารย์วิชาภาษารัสเซียของมหาวิทยาลัยในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน สถาบันทางวิชาการจะอยู่ได้ก็ด้วยการเสวนาวิวาทะ (dialogue) หัวข้อวิจัยที่เกิดขึ้นจากการสนทนากันอย่างไม่เป็นทางการคงจะไม่ใช่ของใหม่อะไรสำหรับประชาคมวิชาการ จริงหรือ ที่สื่อสมัยใหม่กำลังจะทำลายความสัมพันธ์ในรูปของ "มนุษย์สัมผัสมนุษย์" เราคงจะเหมาเอาไม่ได้ว่า สื่อจะเป็นตัวทำลายศักยภาพในการเสวนาวิวาทะไปเสียจนหมดสิ้น การสนทนาผ่านสื่อก็ยังดีกว่าการขาดความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกของประชาคมวิชาการดังที่เห็นอยู่ในบ้านเรา

 

สำหรับประเด็นที่ว่า "ความพึงพอใจส่วนตน" กับ "การทำงานเพื่อส่วนรวม" เป็นสิ่งที่ปรับเข้าหากันไม่ได้นั้น คงจะเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของผู้ที่เดินไปจนสุดขั้วในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่า นักวิชาการที่มีประสบการณ์สูงย่อมจะสามารถปรับโจทย์วิจัย ที่เป็นความต้องการของส่วนรวมให้เข้ากับความพึงพอใจส่วนตนได้ นักวิจัยบางคนที่มีความจัดเจนและมีความรักในวิชาของตน ย่อมจะอยู่ในฐานะที่ปรับการศึกษาค้นคว้าในประเด็นที่มีความสำคัญระดับสาธารณะ (public issues) ให้เป็นความหฤหรรษ์ทางวิชาการได้ ฟรีดริช ชิลเลอร์ (Friedrich Schiller:1759-1805) กวีและนักปรัชญาชาวเยอรมัน ตั้งสุนทรียศาสตร์ซึ่งเป็นอุคมคติเอาไว้ว่า ความสง่างามจะเกิดขึ้นได้ในตัวมนุษย์ก็ต่อเมื่อ "หน้าที่" กับ "ความพึงใจ" ประสานสัมพันธ์กันอย่างมีเอกภาพ เราอาจจะปรับความคิดดังกล่าวมาใช้กับหลักการของการวิจัยได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่นักวิจัยประสานสัมพันธ์หน้าที่ที่ต้องทำให้เข้ากับความพึงพอใจส่วนตนได้อย่างแนบสนิท เมื่อนั้น เราจึงจะกล่าวถึง "ความงาม" แห่งการวิจัยได้ จะเป็นการเสียหายประการใดหรือไม่ ถ้าเราจะหลีกหนีจากการยึดมั่นถือมั่นในความเป็นวิทยาศาสตร์ของการวิจัยไปเสียบ้าง เพื่อที่จะได้เปิดทางไปสู่สุนทรียศาสตร์แห่งการวิจัย