ไทย english   

ค่า Impact Factor ของวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ที่ปรากฎในฐานข้อมูลสากล ISI

(เอกสารอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์ : http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/impact-factor.htm)

... รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล (scras@mahidol.ac.th)
หน่วยสารสนเทศงานวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

(เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง "การสืบค้นฐานข้อมูลวิชาการสู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ" คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม. มหิดล 20 มิ.ย. 48)


ความสำคัญของค่า Impact Factor

เมื่อกล่าวถึงวิธีการตรวจสอบคุณภาพของนักวิจัยหรือผลงานวิจัย เพื่อ

  • ประเมินผลงานทางวิชาการ / ขอตำแหน่งทางวิชาการ
  • พิจารณาจัดสรรเงินทุนอุดหนุนการวิจัย
  • ตัดสินรางวัลนักวิจัยหรือผลงานวิจัยดีเด่นต่างๆ
  • รับสมัครอาจารย์หรือนักวิจัยเข้าทำงาน
  • ประกันคุณภาพการศึกษา
  • ตรวจสอบคุณภาพผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาเอก
    ที่กำหนดให้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติก่อนอนุมัติให้จบการศึกษา

เรามักจะได้ยินคำว่า Impact Factor อยู่บ่อยครั้ง ในฐานะเป็น เกณฑ์หรือดัชนีชี้วัดคุณภาพของวารสาร ซึ่งนิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะสำหรับงานวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการแพทย์

แต่ที่จริงแล้ว การประเมินนักวิจัยหรือผลงานวิจัย มักใช้เกณฑ์ในการพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน เช่น

  • มีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นๆ พิจารณาเนื้อหาของบทความ
  • พิจารณาจากปริมาณหรือจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์
  • ลำดับความสำคัญในฐานะผู้แต่งบทความว่าเป็น First, Last หรือ Corresponding Author
  • จำนวนครั้งที่บทความดังกล่าวได้รับการอ้างอิงโดยบทความอื่น (Citation Frequency) แต่ทั้งนี้ต้องไม่นับการอ้างอิงตนเอง (Self-cited)
  • พิจารณาว่าเป็นบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติที่มีระบบผู้ประเมินอิสระ (Peer Review) และปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลสากลต่างๆ หรือไม่
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวารสารดังกล่าวปรากฏในฐานข้อมูลสากล ISI ด้วย จะทำให้สามารถตรวจสอบและจัดอันดับความสำคัญโดยพิจารณาจากค่า Impact Factor ของวารสารนั้นได้

ค่า Impact Factor จึงอาจเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยในการเปรียบเทียบและจัดอันดับวารสาร สามารถนำมาใช้ประโยชน์สำหรับห้องสมุด ในการคัดเลือกและบอกรับวารสาร ใช้สำหรับนักวิจัยในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมเพื่อการตีพิมพ์ รวมทั้งใช้ประเมินคุณภาพด้านการวิจัยของสถาบันการศึกษา โดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความที่ตีพิมพ์โดยบรรดานักวิจัยภายในสถาบันนั้นๆ ได้อีกด้วย

 

ค่า Impact Factor คืออะไร ?


Impact Factor หรือ Journal Impact Factor หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย ที่บทความของวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิง ในแต่ละปี (A measure of the frequency with which the "average article" in a journal has been cited in a particular year or period) คำนวณค่าโดยการนำจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงในปีปัจจุบัน ของบทความวารสารที่ตีพิมพ์ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา หารด้วยจำนวนบทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ภายใน 2 ปีนั้น

รายละเอียดคำอธิบายเกี่ยวกับ Impact Factor และข้อควรระวังในนำค่า Impact factor มาใช้งานอย่างถูกต้อง สามารถอ่านได้จากบทความ THE IMPACT FACTOR: ISI เขียนโดย Dr. Eugene Garfield, Founder and Chairman Emeritus, ISI ที่เว็บไซต์ http://www.thomsonscientific.com/knowtrend/essays/journalcitationreports/impactfactor


ค่า Impact Factor ตรวจสอบได้จากไหน ?


การคำนวณค่า Impact Factor รวมทั้งค่าดัชนีอื่นๆ เช่น Cited Half-Life และ Immediacy Index เพื่อนำมาพิจารณาประกอบกัน ในการจัดอันดับ (Journal Rankings) วารสารทางวิชาการระดับนานาชาติจากทั่วโลก ได้มีการรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลที่มีชื่อว่า "Journal Citation Reports" ซึ่งจัดทำขึ้น ในราวเดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี โดยบริษัท Thomson ISI http://www.isinet.com หรือเดิมคือ ISI (Institute of Scientific Information)

ฐานข้อมูล JCR จัดทำอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 1975 สมัยก่อนจัดทำในลักษณะสิ่งพิมพ์ช่วยค้น ต่อมาเมื่อปี 1997 ได้เริ่มผลิตและจำหน่ายในรูปแบบ CD-ROM และ Web Edition ฐานข้อมูล JCR ปีล่าสุด คือปี 2003 - Science Edition ครอบคลุมวารสารจำนวน 5,907 ชื่อ (สำหรับฐานข้อมูลปี 2004 จะจัดจำหน่ายในราวเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปี 2005)

หากท่านต้องการตรวจสอบค่า Impact Factor อาจจัดซื้อฐานข้อมูล JCR ในรูปแบบ CD-ROM มาใช้ภายในหน่วยงาน (ราคาประมาณ 60,000-70,000 บาทต่อปี) หรืออาจบอกรับในรูป Web Edition เพื่อใช้งานกันอย่างทั่วถึงภายในเครือข่าย นอกจากนั้น อาจหาแหล่งข้อมูลฟรีได้ง่ายๆ จากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต โดยใช้ search engines เช่น google เนื่องจากมีเว็บไซต์หลายแห่งทั่วโลก ที่นิยมนำข้อมูล Impact Factor จากฐานข้อมูล JCR CD-ROM ที่ตนจัดซื้อออกเผยแพร่สู่สาธารณะ แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิขสิทธิ์อยู่บ้าง

ผู้เขียนได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อให้บริการและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ Journal Impact Factor ซึ่งท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/IF.htm

 


ลักษณะของฐานข้อมูล JCR CD-ROM ปี 2003

 

ตัวอย่างข้อมูล JCR 2003 Science Edition :
เรียงลำดับวารสาร ตามค่า Impact Factor จากมากไปน้อย
จากตัวอย่างนี้ พบว่า วารสาร NATURE มีค่า Impact Factor สูง เป็นลำดับที่ 8 จากวารสารวิทยาศาสตร์ทั้งหมด จำนวน 5,907 ชื่อ

Impact Factor หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย ที่บทความซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสารนั้น ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับการอ้างอิงในปีปัจจุบัน


วิธีคำนวณค่า Impact Factor


มีหลักเกณฑ์อย่างง่ายๆ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น วารสาร NATURE ซึ่งมีค่า Impact Factor ในปี 2003 = 30.979 (สูงเป็นอันดับ 8) คำนวณได้จาก จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย ที่บทความของวารสาร NATURE ซึ่งตีพิมพ์ภายในระยะเวลา 2 ปีย้อนหลัง (ปี 2001+2002) ได้รับการอ้างอิงภายในปีปัจจุบัน (ปี 2003)

วารสาร : NATURE ค่า Impact Factor : 30.979 คำนวณจาก
จำนวนครั้งที่ถูกอ้างอิงภายในปี 2003
ของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร NATURE
 
ปี 2001 =31,293 ครั้ง
ปี 2002 = 25,336 ครั้ง
ปี 2001+2002 = 56,629 ครั้ง
จำนวนบทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ในวารสาร NATURE
 
ปี 2001 = 939 บทความ
ปี 2002 = 889 บทความ
ปี 2001+2002 = 1,828 บทความ
การคำนวณ :
จำนวนครั้งที่ถูกอ้างอิงในปี 2003 / จำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในปี 2001-2002
= 56,629 / 1,828 = 30.979

ค่า Impact Factor และอันดับของวารสารมักมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนการอ้างอิงในแต่ละปี พบว่า วารสาร Nature มีค่า Impact Factor สูงขึ้นในปี 2003 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2002 (ค่า Impact Factor = 30.432) แต่สูงเป็นอันดับ 8 ในขณะที่ปี 2002 สูงเป็นอันดับ 5 ของวารสารทั้งหมดในฐานข้อมูล JCR


Citation Frequency กับ Impact Factor แตกต่างกันอย่างไร ?


Citation Frequency หมายถึงจำนวนครั้งที่บทความแต่ละบทความได้รับการอ้างอิง ซึ่งจะมีผลโดยตรงกับคุณภาพของนักวิจัย แสดงให้เห็นว่าบทความหรือผลงานของนักวิจัยท่านนั้น ได้ถูกนำไปใช้หรืออ้างอิงถึงมากน้อยเพียงใด ค่า Citation Frequency สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลของ ISI ที่มีชื่อว่า Web of Science - Science Citation Index Expanded ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลบอกรับ ตั้งแต่ปี 1999-ปัจจุบัน ที่เว็บไซต์ http://isiknowledge.com/wos

ส่วน Impact Factor เป็นค่าเฉลี่ยที่บทความใดก็ตามที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิง ดังนั้น ค่า Impact Factor จึงไม่ได้แสดงถึงคุณภาพของบทความวิจัย หรือคุณภาพของนักวิจัยท่านนั้นโดยตรง แต่จะใช้ประกอบการพิจารณาคุณภาพของวารสารนั้น และมีผลทางอ้อม กับคุณภาพของนักวิจัยผู้ส่งบทความไปตีพิมพ์ อย่างไรก็ตาม วารสารที่สามารถตรวจสอบค่า Impact Factor ได้ จะต้องเป็นวารสารสาขาวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลสากล ISI ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8,000 กว่าชื่อเท่านั้น


วารสารไทย กับค่า Impact Factor


ปัจจุบัน มีวารสารเพียงชื่อเดียวที่ปรากฏในฐานข้อมูลของ ISI และสามารถตรวจสอบค่า Journal Impact Factor ได้ คือวารสาร Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology ซึ่งมีค่า Impact Factor = 0.277 ส่วนวารสารไทยอื่นๆ แม้จะจัดเป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติและปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลสากลต่างๆ แต่เนื่องจากไม่ได้ปรากฏในฐานข้อมูลของ ISI ดังนั้น จึงไม่สามารถตรวจสอบค่า Impact Factor จากฐานข้อมูล JCR ได้

อย่างไรก็ตาม อาจมีบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารไทยหลายชื่อ ที่ได้รับการอ้างอิงจากวารสารต่างประเทศ และสามารถตรวจสอบจำนวนครั้งของการอ้างอิงได้ โดยการสืบค้นจาก Cited Reference Search ของฐานข้อมูล ISI Web of Science เช่น วารสาร ScienceAsia, J Med Assoc Thailand, Songklanakarin J Sci เป็นต้น แต่วารสารเหล่านั้น ไม่มีค่า Impact Factor และนอกจากนั้น วารสารไทยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีโอกาสได้รับการอ้างอิงจากวารสารระดับนานาชาติมากนัก หากไม่เป็นวารสารระดับนานาชาติที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลระดับสากล

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ให้การสนับสนุนการจัดทำ Thai Citation Index Centre : ศูนย์พัฒนาฐานข้อมูลวารสารวิชาการภายในประเทศ ขึ้น เพื่อรายงานดัชนีผลกระทบการอ้างอิงสำหรับวารสารวิชาการใน ประเทศโดยใช้ดัชนีที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของวารสาร 3 ดัชนีหลักคือ Impact Factor, Immediacy Index และ Cited Half-life ตามหลักการของสถาบัน Institute for Scientific Information (ISI) ประเทศสหรัฐอเมริกา รายละเอียดติดตามได้จากเว็บไซต์ http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html


ค่า Impact Factor เรียงตามกลุ่มสาขาวิชา


ฐานข้อมูล JCR - science edition ได้จัดแบ่งหมวดหมู่ของวารสารทั้งหมด ออกเป็นสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 170 สาขาวิชา โดยดูจากเนื้อหาของบทความ บางวารสารอาจจัดอยู่หลายสาขาก็ได้ (สามารถ download ค่า impact factor ของวารสารจำแนกตามสาขาวิชา ได้ที่เว็บไซต์ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/sci2003-2.htm)

การเปรียบเทียบค่า Impact Factor ของวารสาร หรือการจัดอันดับ (Journal Ranking) ควรเปรียบเทียบภายในสาขาวิชาเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติของแต่ละสาขาวิชาไม่เหมือนกัน สาขาทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และชีวภาพ โดยเฉพาะ Molecular Biology จะมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีการอ้างอิงบทความกันเร็วมาก ดังนั้นวารสารเหล่านี้จึงมีค่า Impact Factor ค่อนข้างสูง ในขณะที่วารสารทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่จะมีค่า Impact Factor ที่ต่ำกว่า วารสารแต่ละสาขาวิชาจึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน แต่ควรเปรียบเทียบเฉพาะในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น Catogories : Parasitology (21 titles)

Rank Journal Title Impact Factor
1 Trends in Parasitology 6.788
2 Advances in Parasitology 3.900
3 Molecular and Biochemical Parasitology 2.882
4 International Journal for Parasitology 2.881
5 Parasite Immunology 1.956
6 Parasitology 1.821
7 Veterinary Parasitology 1.583
8 Acta Tropica 1.336
9 Parasiology International 1.205
10 Journal of Parasiology 1.137

จากข้อมูลดังกล่าว วารสาร Acta Tropica จัดเป็นวารสารอันดับที่ 8/21 ของวารสารในสาขา Parasitology และมีค่า Impact Factor = 1.336


ค่า Impact Factor ใช้ประเมินคุณภาพผลงานวิจัยได้จริงหรือ ?


การประเมินคุณภาพนักวิจัยหรือผลงานวิจัย อาจไม่สามารถตัดสินได้ด้วยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ค่า Impact Factor ของวารสารที่ตีพิมพ์เป็นเพียงหนึ่งในจำนวนดัชนีชี้วัดเท่านั้น และควรพิจารณาเกณฑ์อื่นควบคู่ไปด้วย เช่น จำนวนครั้งที่แต่ละบทความได้รับการอ้างอิงจากบทความอื่น (Citation Frequency) โดยสืบค้นจากฐานข้อมูล ISI Web of Science - Science Citation Index Expanded จะเห็นได้ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัล Nobel หรือผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ล้วนมีผลงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงสูงมาก (Highly-cited) และปรากฎอยู่ใน ISI highlycited.com ซึ่งในฐานข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยข้อมูลของ Highly Cited Researchers จำนวนกว่า 250 ราย นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทยเองก็ได้มีการพิจารณารางวัลผลงานวิจัยเกียรติยศ สกว. (TRF Research Publication Award) หรือ รางวัลผลงานวิจัยตีพิมพ์ที่ได้รับการอ้างอิง (Citation) โดยรวมสูงสุด เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา (รายชื่อนักวิจัยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ติดตามได้จากเว็บไซต์ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/trf-award.htm)

ในวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มักมีนักวิจัยจากทั่วโลกเขียนบทความอภิปรายและโต้แย้งการนำค่า Impact Factor มาใช้ตัดสินคุณภาพผลงานวิจัยกันอยู่เสมอ แต่พึงระลึกอยู่เสมอว่าทุกเกณฑ์ล้วนมีข้อดี-ข้อจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น และการแปรผลอาจไม่ไปด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact Factor สูง ไม่ได้หมายความว่าบทความของเราจะได้รับการอ้างอิงสูงไปด้วย ในทางกลับกัน บทความอาจได้รับการอ้างอิงสูงแม้ว่าจะตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact Factor ต่ำกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำค่า Impact Factor และ Citation Frequency มาใช้อย่างระมัดระวัง

เนื่องจากในปัจจุบัน บทความวารสารส่วนใหญ่ มีรูปแบบเป็นบทความอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมด ดังนั้นจึงสามารถเชื่อมโยง (link) ระหว่างบทความที่ถูกอ้าง และบทความที่นำไปอ้างได้โดยง่าย เราอาจตรวจสอบจำนวนครั้งของการอ้างอิงบทความได้จากฐานข้อมูลอื่นๆ ได้ด้วย นอกเหนือจาก ISI - Web of Science เช่นฐานข้อมูล ScienceDirect, HighWire Press, SciFinder, Scopus, Google Scholar เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดของ ISI ก็ยังคงได้รับความนิยม และจัดว่าเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการประเมินคุณภาพของผลงานวิทยาศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี ตราบจนถึงปัจจุบัน.

As long as citation analysis continues to be used for scientific evaluation, this debate seems sure to continue - and you can cite us on that. - David Adam. Nature 415, 726 - 729 (14 February 2002)


บรรณานุกรม


  1. Agrawal AA. Corruption of journal Impact Factors. Trends in Ecology & Evolution, 2005;20(4):157.
  2. Adam D. Citation analysis: the counting house. Nature 2002;415:726-729.
  3. Gannon F. The impact of the impact factor. EMBO Reports 2000;1(4):293.
  4. Garfield E. The impact factor and using it correctly. Der Unfallchirurg 1998;48(2):413.
  5. Journal self-citation in the Journal Citation Reports - Science Edition (2002) : A Citation Study from the Thomson Corporation. Available URL : http://www.thomsonisi.com/media/presentrep/essayspdf/selfcitationsinjcr.pdf
  6. Lawrence PA. The politics of publication. Nature 2003;422:259-261.
  7. Mannino DM. Impact factor, impact, and smoke and mirrors. American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine 2005;171(4):417-418.
  8. Seglen PO. Why the impact factor of journals should not be used for evaluating research. BMJ 1997;314:498–502.
  9. Semenzato G, Rizzato G, Agostini C. Impact factor as measure of scientific quality. American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine 2004;169(9):1070.
  10. Tobin MJ. Impact Factor, Impact, and Smoke and Mirrors . American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine, 2005;171(4):418.
  11. Tobin MJ. Thirty Years of Impact Factor and the Journal. American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine 2004;170(4):351-352.