ไทย english   

Impact Factor ของวารสารวิชาการนั้นสำคัญไฉน ?

(เอกสารอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์ : http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/impact4.htm)

... รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล (scras@mahidol.ac.th)
หน่วยสารสนเทศงานวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

(เอกสารประกอบการบรรยาย การประชุมอบรมอาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ ครั้งที่ 3 เรื่อง "เทคนิคและกลวิธีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ" คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 22 กันยายน 2547)


ความสำคัญของค่า Impact Factor

เมื่อกล่าวถึงวิธีการตรวจสอบคุณภาพของนักวิจัยหรือผลงานวิจัย เพื่อ

  • ประเมินผลงานทางวิชาการ
  • พิจารณาจัดสรรเงินทุนอุดหนุนการวิจัย
  • ตัดสินรางวัลนักวิจัยหรือผลงานวิจัยดีเด่นต่างๆ
  • ประกันคุณภาพสถาบันการศึกษา
  • ตรวจสอบคุณภาพผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาเอก
    ที่กำหนดให้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติก่อนอนุมัติให้จบการศึกษา
  • รับสมัครอาจารย์หรือนักวิจัยเข้าทำงาน

เรามักจะได้ยินคำว่า Impact Factor อยู่บ่อยครั้ง ในฐานะเป็น เกณฑ์หรือดัชนีชี้วัดคุณภาพของวารสาร ซึ่งนิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะสำหรับงานวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการแพทย์

แต่ที่จริงแล้ว การประเมินนักวิจัยหรือผลงานวิจัย มักใช้เกณฑ์ในการพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน เช่น

  • มีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นๆ พิจารณาเนื้อหาของบทความ
  • พิจารณาจากปริมาณหรือจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์
  • ลำดับความสำคัญในฐานะผู้แต่งบทความว่าเป็น First, Last หรือ Corresponding Author
  • จำนวนครั้งที่บทความดังกล่าวได้รับการอ้างอิงโดยบทความอื่น (Citation Frequency) แต่ทั้งนี้ต้องไม่นับการอ้างอิงตนเอง (Self-cited)
  • พิจารณาว่าเป็นบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติที่มีระบบผู้ประเมินอิสระ (Peer Review) และปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลสากลต่างๆ หรือไม่
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวารสารดังกล่าวปรากฏในฐานข้อมูลสากล ISI ด้วย จะทำให้สามารถตรวจสอบและจัดอันดับความสำคัญโดยพิจารณาจากค่า Impact Factor ของวารสารนั้นได้

 

ค่า Impact Factor คืออะไร ?


Impact Factor หรือ Journal Impact Factor หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย ที่บทความของวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิง ในแต่ละปี (A measure of the frequency with which the "average article" in a journal has been cited in a particular year or period)

ค่า Impact Factor จึงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยในการเปรียบเทียบและจัดอันดับวารสาร อาจนำมาใช้ประโยชน์สำหรับห้องสมุด ในการคัดเลือกและบอกรับวารสาร ใช้สำหรับนักวิจัยในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมเพื่อการตีพิมพ์ รวมทั้งใช้ประเมินคุณภาพด้านการวิจัยของสถาบันการศึกษา โดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความที่ตีพิมพ์โดยบรรดานักวิจัยภายในสถาบันนั้นๆ ได้อีกด้วย


ค่า Impact Factor ตรวจสอบได้จากไหน ?


ในราวเดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี บริษัท Thomson ISI http://www.isinet.com หรือเดิมคือ ISI (Institute of Scientific Information) จะผลิตฐานข้อมูลที่มีชื่อว่า Journal Citation Reports (JCR) ซึ่งจัดทำอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี สมัยก่อนจัดทำในลักษณะสิ่งพิมพ์ช่วยค้น ปัจจุบันผลิตและจำหน่ายในรูปแบบ CD-ROM และ Web Edition โดยครอบคลุมวารสารสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จากทั่วโลก

ฐานข้อมูล JCR ปีล่าสุด คือปี 2003 - Science Edition ครอบคลุมวารสารจำนวน 5,907 ชื่อ จัดจำหน่ายในราวเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปี 2004

หากท่านต้องการตรวจสอบค่า Impact Factor อาจจัดซื้อฐานข้อมูล JCR ในรูปแบบ CD-ROM มาใช้ภายในหน่วยงาน (ราคาประมาณ 60,000-70,000 บาทต่อปี) หรืออาจบอกรับในรูป Web Edition เพื่อใช้งานกันอย่างทั่วถึงภายในเครือข่าย นอกจากนั้น อาจหาแหล่งข้อมูลฟรีได้ง่ายๆ จากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต โดยใช้ search engines เช่น google เนื่องจากมีเว็บไซต์หลายแห่งทั่วโลก ที่นิยมนำข้อมูล Impact Factor จากฐานข้อมูล JCR CD-ROM ที่ตนจัดซื้อออกเผยแพร่สู่สาธารณะ แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิขสิทธิ์อยู่บ้าง

ผู้เขียนได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ Journal Impact Factor ซึ่งท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/IF.htm


ลักษณะของฐานข้อมูล JCR CD-ROM ปี 2003

 

ตัวอย่างข้อมูล JCR 2003 Science Edition :
เรียงลำดับวารสาร ตามค่า Impact Factor จากมากไปน้อย
จากตัวอย่างนี้ พบว่า วารสาร NATURE มีค่า Impact Factor สูง เป็นลำดับที่ 8 จากวารสารวิทยาศาสตร์ทั้งหมด จำนวน 5,907 ชื่อ

Impact Factor หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย ที่บทความซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสารนั้น ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับการอ้างอิงในปีปัจจุบัน


วิธีคำนวณค่า Impact Factor


มีหลักเกณฑ์อย่างง่ายๆ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น วารสาร NATURE ซึ่งมีค่า Impact Factor ในปี 2003 = 30.979 (สูงเป็นอันดับ 8) คำนวณได้จาก จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย ที่บทความของวารสาร NATURE ซึ่งตีพิมพ์ภายในระยะเวลา 2 ปีย้อนหลัง (ปี 2001+2002) ได้รับการอ้างอิงภายในปีปัจจุบัน (ปี 2003)

วารสาร : NATURE ค่า Impact Factor : 30.979 คำนวณจาก
จำนวนครั้งที่ถูกอ้างอิงภายในปี 2003
ของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร NATURE
 
ปี 2001 =31,293 ครั้ง
ปี 2002 = 25,336 ครั้ง
ปี 2001+2002 = 56,629 ครั้ง
จำนวนบทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ในวารสาร NATURE
 
ปี 2001 = 939 บทความ
ปี 2002 = 889 บทความ
ปี 2001+2002 = 1,828 บทความ
การคำนวณ :
จำนวนครั้งที่ถูกอ้างอิงในปี 2003 / จำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในปี 2001-2002
= 56,629 / 1,828 = 30.979

ค่า Impact Factor และอันดับของวารสารมักมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนการอ้างอิงในแต่ละปี พบว่า วารสาร Nature มีค่า Impact Factor สูงขึ้นในปี 2003 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2002 (ค่า Impact Factor = 30.432) แต่สูงเป็นอันดับ 8 ในขณะที่ปี 2002 สูงเป็นอันดับ 5 ของวารสารทั้งหมดในฐานข้อมูล JCR


Citation Frequency กับ Impact Factor แตกต่างกันอย่างไร ?


Citation Frequency หมายถึงจำนวนครั้งที่บทความแต่ละบทความได้รับการอ้างอิง ซึ่งจะมีผลโดยตรงกับคุณภาพของนักวิจัย แสดงให้เห็นว่าบทความหรือผลงานของนักวิจัยท่านนั้น ได้ถูกนำไปใช้หรืออ้างอิงถึงมากน้อยเพียงใด ส่วน Impact Factor เป็นค่าเฉลี่ยที่บทความใดก็ตามที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิง ดังนั้น ค่า Impact Factor จึงไม่ได้แสดงถึงคุณภาพของบทความวิจัย หรือคุณภาพของนักวิจัยท่านนั้นโดยตรง แต่จะใช้ประกอบการพิจารณาคุณภาพของวารสารนั้น และมีผลทางอ้อม กับคุณภาพของนักวิจัยผู้ส่งบทความไปตีพิมพ์

ค่า Citation Frequency สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลของ ISI ที่มีชื่อว่า Web of Science - Science Citation Index Expanded ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลบอกรับ ตั้งแต่ปี 1999-ปัจจุบัน ที่เว็บไซต์ http://isiknowledge.com/wos

หรือในปัจจุบันอาจตรวจสอบจำนวนครั้งของการอ้างอิงบทความ ได้จากฐานข้อมูลอื่นๆ ได้ด้วย เช่นฐานข้อมูล ScienceDirect, HighWire Press, SciFinder, Scopus เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบัน บทความวารสารส่วนใหญ่ มีรูปแบบเป็นบทความอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงสามารถเชื่อมโยง (link) ระหว่างบทความที่ถูกอ้าง และบทความที่นำไปอ้างได้โดยง่าย หากเป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน


วารสารไทย กับค่า Impact Factor


ปัจจุบัน มีวารสารเพียงชื่อเดียวที่ปรากฏในฐานข้อมูลของ ISI และสามารถตรวจสอบค่า Journal Impact Factor ได้ คือวารสาร Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology ซึ่งมีค่า Impact Factor = 0.277 ส่วนวารสารไทยอื่นๆ แม้จะจัดเป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติและปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลสากลต่างๆ แต่เนื่องจากไม่ได้ปรากฏในฐานข้อมูลของ ISI ดังนั้น จึงไม่สามารถตรวจสอบค่า Impact Factor จากฐานข้อมูล JCR ได้

อย่างไรก็ตาม อาจมีบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารไทยหลายชื่อ ที่ได้รับการอ้างอิงจากวารสารต่างประเทศ และสามารถตรวจสอบจำนวนครั้งของการอ้างอิงได้ โดยการสืบค้นจาก Cited Reference Search ของฐานข้อมูล ISI Web of Science เช่น วารสาร ScienceAsia, J Med Assoc Thailand, Songklanakarin J Sci เป็นต้น แต่วารสารเหล่านั้น ไม่มีค่า Impact Factor และนอกจากนั้น วารสารไทยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีโอกาสได้รับการอ้างอิงจากวารสารระดับนานาชาติมากนัก หากไม่เป็นวารสารระดับนานาชาติที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลระดับสากล


ค่า Impact Factor เรียงตามกลุ่มสาขาวิชา


ฐานข้อมูล JCR - science edition ได้จัดแบ่งหมวดหมู่ของวารสารทั้งหมด ออกเป็นสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 170 สาขาวิชา โดยดูจากเนื้อหาของบทความ บางวารสารอาจจัดอยู่หลายสาขาก็ได้ การเปรียบเทียบค่า Impact Factor ของวารสาร หรือการจัดอันดับ (Journal Ranking) ควรเปรียบเทียบภายในสาขาวิชาเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติของแต่ละสาขาวิชาไม่เหมือนกัน สาขาทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และชีวภาพ โดยเฉพาะ Molecular Biology จะมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีการอ้างอิงบทความกันเร็วมาก ดังนั้นวารสารเหล่านี้จึงมีค่า Impact Factor ค่อนข้างสูง ในขณะที่วารสารทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่จะมีค่า Impact Factor ที่ต่ำกว่า วารสารแต่ละสาขาวิชาจึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน แต่ควรเปรียบเทียบเฉพาะในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น


ค่า impact Factor ของวารสารแยกตามสาขาวิชา ที่เกี่ยวข้องกับคณะสาธารณสุขศาสตร์


  1. Engineering, Environmental (35 titles)
  2. Entomology (64 titles)
  3. Environmental Sciences (131 titles)
  4. Health Care Sciences & Services (53 titles)
  5. Immunology (114 titles)
  6. Infectious Diseases (41 titles)
  7. Microbiology (84 titles)
  8. Mycology (16 titles)
  9. Nutrition & Dietetics (53 titles)
  10. Parasitology (21 titles)
  11. Public, Environmental & Occupational Health (89 titles)
  12. Statistics & Probability (75 titles)
  13. Tropical Medicine (12 titles)
  14. Virology (23 titles)

ค่า Impact Factor ใช้ประเมินคุณภาพผลงานวิจัยได้จริงหรือ ?


การประเมินคุณภาพนักวิจัยหรือผลงานวิจัย อาจไม่สามารถตัดสินได้ด้วยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ค่า Impact Factor ของวารสารที่ตีพิมพ์เป็นเพียงหนึ่งในจำนวนดัชนีชี้วัดเท่านั้น และควรพิจารณเกณฑ์อื่นควบคู่ไปด้วย เช่น จำนวนครั้งที่แต่ละบทความได้รับการอ้างอิงจากบทความอื่น โดยสืบค้นจากฐานข้อมูล ISI Web of Science - Science Citation Index Expanded หรือเว็บไซต์อื่นๆ

ในวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มักมีนักวิจัยจากทั่วโลกเขียนบทความอภิปรายและโต้แย้งการนำค่า Impact Factor มาใช้ตัดสินคุณภาพผลงานวิจัยกันอยู่เสมอ แต่พึงระลึกอยู่เสมอว่าทุกเกณฑ์ล้วนมีข้อดี-ข้อจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น และการแปรผลอาจไม่ไปด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact Factor สูง ไม่ได้หมายความว่าบทความของเราจะได้รับการอ้างอิงสูงไปด้วย ในทางกลับกัน บทความอาจได้รับการอ้างอิงสูงแม้ว่าจะตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact Factor ต่ำกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำค่า Impact Factor และ Citation Frequency มาใช้อย่างระมัดระวัง ปัจจุบันเป็นยุคที่วารสารทางวิชาการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากตัวเล่มสิ่งพิมพ์กลายเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไปเกือบหมด จึงไม่แปลกที่องค์กรและบริษัทต่างๆ หลายแห่งพยายามคิดค้นระบบสืบค้นข้อมูลบทความวิจัยที่มีขนาดใหญ่ พร้อมพัฒนาซอฟแวร์ที่สามารถวัดค่า Web Citations, Web Impact Factor หรือดัชนีอื่นๆโดยใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเข้าช่วย เพื่อแข่งขันกับระบบดั้งเดิมอย่าง ISI ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ของ CrossRef, NEC ResearchIndex, Open Citation Project เป็นต้น แม้กระนั้นก็ตาม ดัชนีชี้วัดของ ISI ก็ยังคงได้รับความนิยม และจัดว่าเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการประเมินคุณภาพของผลงานวิทยาศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี ตราบจนถึงปัจจุบัน.

As long as citation analysis continues to be used for scientific evaluation, this debate seems sure to continue - and you can cite us on that. - David Adam. Nature 415, 726 - 729 (14 February 2002)


บรรณานุกรม


  1. Adam D. Citation analysis: the counting house. Nature 2002;415:726-729.
  2. Gannon F. The impact of the impact factor. EMBO Reports 2000;1(4):293.
  3. Garfield E. The impact factor and using it correctly. Der Unfallchirurg 1998;48(2):413.
  4. Lawrence PA. The politics of publication. Nature 2003;422:259-261.