กฏหมายการบริหารงานบุคคลงบประมาณ การเงิน และบัญชีข้อบังคับการเงินข้อบังคับพัสดุ

กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

สรุปจากการบรรยาย เรื่อง “ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน” โดย คุณบุญชู แจ้งเจริญกิจ นิติกร กองกฎหมาย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตาม โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการทำงาน สำหรับบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2552

(ติดต่อกองกฏหมาย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ที่โทร. 02-849-6266-70)

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. กฎหมายทั่วไป ได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฏหมายปกครอง กฏหมายแพ่งและพาณิชย์ กฏหมายอาญา
  2. กฎหมายในทางวิชาชีพ เช่น พ.ร.บ. วิชาชีพต่างๆ
  3. กฏหมายที่ใช้เฉพาะกับหน่วยงาน ได้แก่ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พระราชกฤษฎีกา ระเบียบข้อบังคับต่างๆ (ที่ออกตาม พ.ร.บ.)

ลำดับชั้นของกฏหมาย

  • รัฐธรรมนูญ (Constitution): เป็นกฏหมายสูงสุด กฏหมายอื่นจะขัดแย้งไม่ได้
  • พระราชบัญญัติ (Act;Act of Parliament) : กฏหมายลำดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
  • พระราชกำหนด (Emergency Decree) : เป็นกฏหมายลำดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำของฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี)ในกรณีที่มีเหตุผลพิเศษเพื่อรักษาความมั่นคง
  • พระราชกฤษฎีกา (Decree) : เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแม่บท(พระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด)
  • กฎกระทรวง (Ministerial Regulation): เป็นบทบัญญัติที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ
  • ระเบียบ ข้อบังคับ (Regulation): แบบแผนที่วางไว้ หรือบทบัญญัติเพื่อการบริหารจัดการภายใน ปัจจุบันเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย
  • ประกาศ (Notice) : ข้อความที่มหาวิทยาลัยแจ้งให้บุคลากร ทราบหรือวางแนวทางให้ปฏิบัติ

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล

  1. พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2512 (เปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์)
  2. พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2530
  3. พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 (นำรายได้ไปใช้ในกิจการของมหาวิทยาลัยได้ และมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์)
  4. พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 (เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ)
  • ฐานะของมหาวิทยาลัย ตามมาตรา 5 : เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ เป็นนิติบุคคล
  • ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ในการบังคับคดี (ฟ้องร้องยึดทรัพย์ไม่ได้)
  • ให้มหาวิทยาลัยสามารถถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ได้มาจากการซื้อด้วยเงินรายได้
  • องค์กรที่มีตาม พ.ร.บ. คือ สภามหาวิทยาลัย และ สภาคณาจารย์
  • ให้สภามหาวิทยาลัยสามารถออกข้อบังคับ เพื่อการบริหารงานของมหาวิทยาลัยได้เอง
  • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล
  • ให้อธิการบดี เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ

ส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล

  • แบ่งเป็น สำนักงานสภามหาวิทยาลัย สำนักงานอธิการบดี วิทยาเขต คณะ และส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
  • การแบ่งส่วนงาน ทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย และนำไปประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา
  • การแบ่งย่อยเป็นหน่วยงาน ทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย (โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย)

หมายเหตุ : ราชกิจจานุเบกษา เป็นสิ่งพิมพ์รัฐบาล (วารสารรายสัปดาห์) จัดทำโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แบ่งการพิมพ์ออกเป็น แผนกกฤษฎีกา และ แผนกราชกิจจา แผนกกฤษฎีกาจะรวมเรื่องของทางราชการที่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา ฯลฯ แผนกราชกิจจาจะรวบรวมเรื่องที่ทางราชการต้องการประกาศให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบ ประกอบด้วย ประกาศ ข้อบังคับ คำสั่ง ระเบียบ ฯลฯ

วินัย และการดำเนินการทางวินัย

การกระทำผิดวินัย ต้องมีกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ กำหนดว่าเป็นความผิด โดยกำหนดไว้เป็น 2 ลักษณะคือ

  1. กำหนดให้ปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติถือเป็นความผิด
  2. กำหนดไว้เป็นข้อห้ามมิให้ปฏิบัติ ถ้าฝ่าฝืนถือเป็นความผิด

การทอดทิ้งหน้าที่ ละทิ้งหน้าที่หรือขาดงาน ติดต่อกันเกิน 15 วัน (สำหรับข้าราชการ ลูกจ้าง)หรือเกิน 7 วัน (สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย) โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือมีพฤติกรรมอันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ถือเป็นความผิดวินัย

โทษ :

  • ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน (หรืองดเลื่อนเงินเดือนประจำปี)
  • โทษร้ายแรง : ปลดออก (สามารถรับเงินบำเหน็จบำนาญได้) ไล่ออก (ไม่ได้เงินบำเหน็จบำนาญ)
  • ให้ออก (เลิกจ้าง หรือบอกเลิกสัญญาจ้าง) ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ

การลงโทษ : อธิการบดี เป็นผู้สั่งลงโทษ

หากมีมูลผิดวินัยร้ายแรง อธิการบดีจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามข้อบังคับสภามหาวิทยาลัย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการสอบสวนพิจารณาทางวินัย พ.ศ. 2550 และหากพบว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต้องผ่าน คณะกรรมการจรรยาบรรณและวินัย ก่อนอธิการบดีสั่งลงโทษ ปลดออก/ไล่ออก

  • ผิดวินัยทั้งร้ายแรง/และไม่ร้ายแรง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ที่ คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ ของมหาวิทยาลัย
  • ยกเว้นข้าราชการ ผิดวินัยร้ายแรง ต้องอุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ. ภายใน 30 วัน

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

กรณีความเสียหายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

  • ความเสียหายมิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • ความเสียหายเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้รับผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ลดหย่อนได้ หักส่วนที่เกิดจากความบกพร่องของรัฐได้) แต่ถ้าไม่จงใจ ประมาทเลินเล่อไม่ร้ายแรง ไม่ต้องรับผิด หน่วยงานรับภาระความเสียหายเอง

เมื่อมีการกระทำใดๆ เกิดขึ้น ในขณะปฏิบัติหน้าที่ เช่น รับเงินแล้วไม่ส่งเข้าคลัง

  1. ถือเป็นการกระทำผิดวินัย (ทุจริตต่อหน้าที่)
  2. เกิดความเสียหาย ต้องดำเนินการทางละเมิด
  3. เป็นความผิดอาญา ฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

“การเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”

ขั้นตอน / วิธีการ

  1. หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารไปลงในราชกิจจานุเบกษา (ตามมาตรา 7)
  2. หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าตรวจดู (ตามมาตรา 9)
  3. บุคคลใด อาจขอข้อมูลข่าวสารต่อหน่วยงานของรัฐได้ตามสมควร (ตามมาตรา 11) หากไม่ให้ ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หรือฟ้องศาลปกครอง

ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย

ตามมาตรา 15

  • การเปิดเผยที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ
  • ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ (ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง)
  • รายงานทางการแพทย์ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
  • การเปิดเผยที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคคล

ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

  • ข้อเท็จจริงที่เป็นสิ่งเฉพาะของบุคคล เช่น การศึกษา ประวัติสุขภาพ ฐานะทางการเงิน ประวัติการทำงาน
  • จะเปิดเผยได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือ ที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้น
  • แต่ในบางกรณีแม้เจ้าตัวไม่ยินยอม หน่วยงานของรัฐก็เปิดเผยได้ เฃ่น เพื่อการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อให้รู้ว่าเป็นของผู้ใด หรือเป็นการให้ข้อมูลตามปกติ ภายในวัตถุประสงค์ของการจัดการให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น

รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล 2009/05/02 22:15


Personal Tools