กฏหมายการบริหารงานบุคคลงบประมาณ การเงิน และบัญชีข้อบังคับการเงินข้อบังคับพัสดุ

ข้อบังคับการเงิน

สรุปจากเอกสารประกอบการบรรยาย การฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการทำงาน สำหรับบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ รุ่นที่ 1 บรรยายโดย อ.วัลภา ชุณหวุฒิยานนท์ กองคลัง มหาวิทยาลัยมหิดล

ข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์กองคลัง มหาวิทยาลัยมหิดล : http://intranet.mahidol/op/orfa/

ระเบียบปฏิบัติ

  1. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงบประมาณและการเงิน พ.ศ. 2551
  2. ประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการควบคุมดูแลการจ่ายเงิน พ.ศ. 2551
  3. ประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินทดรองจ่าย พ.ศ. 2551
  4. ประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยืมเงิน พ.ศ. 2551
  5. ประกาศ เรื่อง กรอบนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดหาประโยชน์จากเงินรายได้มหาวิทยาลัยมหิดล

สาระสำคัญของข้อบังคับ

  • รายได้ที่ได้รับ จะหักไว้ใช้จ่ายก่อนนำส่งมิได้
  • รายได้ทุกประเภท เมื่อรับแล้วต้องออกเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับอย่างอื่นเป็นหลักฐาน
  • เมื่อสิ้นปีภายใน 45 วัน ส่วนงานที่บริหารรายได้เอง ต้องโอนเงินรายได้คงเหลือหลังหักภาระผูกพัน ส่งกองคลังเป็นเงินสะสมของส่วนงาน
  • เมื่อรับเงินแล้ว ต้องนำเงินฝากเข้าบัญชีของมหาวิทยาลัยในวันนั้น หรืออย่างช้าในวันรุ่งขึ้น
  • การเบิกเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ส่งหลักฐานการเบิกจ่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหลักฐานการตรวจรับ ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ
  • หัวหน้าส่วนงานมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินของส่วนงาน ภายในวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาท เว้นแต่อธิการบดีกำหนดให้มีอำนาจอนุมัติเกินกว่าได้
  • การทำบัญชี ใช้ระบบบัญชีมาตรฐาน ตามหลักการบัญชี
  • หลักฐานทางการเงินและการบัญชีจะต้องเก็บไว้เพื่อตรวจสอบเป็นเวลา 10 ปี
  • หลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. แล้ว ให้เก็บไว้ 5 ปี เว้นแต่เป็นเอกสารที่จำเป็นต่อการดำเนินคดี ให้เก็บไว้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด
  • รายงานการเงินประจำปี ส่งให้ผู้ตรวจสอบบัญชีของมหาวิทยาลัย ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นปี
  • ผู้สอบบัญชี จัดทำรายงานผลการตรวจสอบบัญชี เสนอสภามหาวิทยาลัยภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นปี

ประเภทและที่มาของรายได้มหาวิทยาลัย

  1. เงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอื่นที่รัฐบาลจัดสรรให้
  2. เงินและทรัพย์สิน ซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
  3. กองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น และรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว
  4. รายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุนที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น
  5. ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย
  6. รายได้ หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการให้กู้ยืมเงิน โดยมีการค้ำประกันด้วยบุคคลหรือนิติบุคคล หรือทรัพย์สิน
  7. รายได้จากการลงทุน หรือร่วมลงทุน และการนำผลการค้นคว้าวิจัยไปเผยแพร่หรือหาประโยชน์
  8. ดอกผลจากการลงทุน และการบริหารเงินรายได้
  9. รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจาการใช้ที่ราชพัสดุ
  10. เงินอุดหนุนการวิจัย
  11. เงินและผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการวิชาการ การวิจัย และทรัพย์สินทางปัญญา
  12. รายได้หรือผลประโยชน์อื่นๆ

ประเภทของรายจ่าย

  1. เงินเดือนและค่าจ้าง
  2. ค่าตอบแทน (เงินประจำตำแหน่งผู้บริหาร ค่าสอนพิเศษ ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าเช่าที่พัก/ค่าที่พัก บ้าน)
  3. ค่าใช้สอย (รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการ ค่ารับรอง พิธีการ จัดงาน จัดเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าที่พักในการปฏิบัติงาน ค่าใช้จ่ายในโครงการ - ให้จ่ายตามหลักฐานที่จ่ายจริง)
  4. ค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า ค่าประปา ค่าโทรศัพท์ ค่าไปรษณีย์ ธนาณัติ ค่าบริการสื่อสารและโทรคมนาคม ค่าใช้ระบบอินเทอร์เน็ต)
  5. ค่าพัสดุ (การจัดซื้อ จัดจ้างเกี่ยวกับการพัสดุ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง ตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2551)
  6. เงินอุดหนุน (ทุนการศึกษา เงินสมทบกองทุนสวัสดิการ เงินอุดหนุนการวิจัยและบริการวิชาการ การพัฒนาบุคลากร - จ่ายตามประกาศ คำสั่ง)
  7. รายจ่ายอื่น (รายจ่ายที่ตั้งสำรองไว้ เพื่อใช้จ่ายในกรณีที่จำเป็น และไม่เข้าในลักษณะหมวดรายจ่ายใด)

การจ่ายเงินทดรองจ่าย

  • ให้หัวหน้าส่วนงานจัดสรรเงินทดรองจ่าย จากรายได้สะสมของมหาวิทยาลัย หรือส่วนงานตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยโอนเงินให้แก่ส่วนงานตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ
  • เงินที่ได้รับจัดสรร ให้เปิดบัญชีออมทรัพย์ และบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารพาณิชย์ในชื่อบัญชี “มหาวิทยาลัยมหิดล เงินทดรองจ่าย ส่วนงาน …..”
  • ให้ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงิน อย่างน้อย 2 คนลงนามคู่กัน
  • ดอกผลให้นำส่งเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือส่วนงาน แล้วแต่กรณี
  • ให้หัวหน้าส่วนงาน กำหนดหน่วยงานที่จะให้มีเงินสดย่อย และวงเงินที่รับผิดชอบ ตามความจำเป็นเหมาะสม โดยจัดทำเป็นประกาศ
  • ให้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในชื่อบัญชี “ชื่อส่วนงาน … เงินสดย่อย ชื่อหน่วยงาน …”
  • ให้ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงิน 1 ใน 2 เป็นผู้ลงนาม
  • เงินทดรองจ่าย และเงินสดย่อย ใช้ในการจ่ายค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร จ่ายคืนเงินค่าบริการ ค่าวัสดุครุภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีจำเป็นต้องจ่ายเงินทดรองจ่าย เป็นเงินสด ให้จ่ายได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท

การยืมเงิน

  • ให้ผู้ยืมทำบันทึกขออนุมัติ พร้อมสัญญายืมเงิน
  • การจ่ายเงิน ให้จ่ายด้วยเช็ค หรือโอนเข้าบัญชีของส่วนงาน หน่วยงาน หรือผู้ยืม
  • การส่งใช้เงินยืม ให้ส่งเป็นหลักฐานการรับจ่าย หลักฐานการส่งเบิกเงิน และเงินสดคงเหลือหรือใบนำฝากธนาคาร
  • กรณีที่ผู้ยืมไม่ส่งภายในกำหนด ให้ทำหนังสือทวงเพื่อเร่งรัดภายใน 30 วัน นับจากวันครบกำหนด ขอผ่อนผันต่อได้ไม่เกิน 30 วัน
  • หากไม่ส่งคืน ให้หักเงินเดือนหรือค่าจ้างของผู้ยืม เพื่อชดใช้เงินยืม

Personal Tools