กฏหมายการบริหารงานบุคคลงบประมาณ การเงิน และบัญชีข้อบังคับการเงินข้อบังคับพัสดุ

งบประมาณ การเงิน และบัญชี

ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับ งบประมาณ การเงิน และบัญชี สำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยมหิดล

สรุปจากเอกสารประกอบการบรรยาย การฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการทำงาน สำหรับบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ รุ่นที่ 1

เรื่องที่ 1 : เทคนิคการบริหารและควบคุมงบประมาณ

เรื่องที่ 2 : ข้อพึงระวังในการปฏิบัติด้านการเงิน

เรื่องที่ 3 : การอ่านงบดุลบัญชี สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักบัญชี

เรื่องที่ 4 : ข้อบังคับการเงิน

เทคนิคการบริหารและควบคุมงบประมาณ

(บรรยายโดย รศ.นพ. สาธิต โหตระกิตย์ รองอธิการบดีฝ่ายการคลังและสินทรัพย์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

แนวทางการบริหารงบประมาณ

  1. คณะกำหนดแผนกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน เป้าหมาย ประจำปี
  2. ภาควิชา/หน่วยงาน จัดทำโครงการ แผนปฏิบัติการ เป้าหมาย ประจำปี
  3. ภาควิชา/หน่วยงาน จัดทำประมาณการค่าใช้จ่ายในภาพรวม โดยมีรายละเอียดด้านการลงทุนและโครงการ
    • งบบุคลากร
    • งบดำเนินการ
    • งบลงทุน (ครุภัณฑ์ สถานที่)
  4. มีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับเป้าหมาย
  5. จัดสรรงบประมาณโดยคณะกรรมการงบประมาณของคณะ
  6. ภาควิชา/หน่วยงาน รับงบประมาณไปบริหาร
  7. มีการกำกับ ติดตามการใช้งบประมาณ (โดย งานคลัง)
  8. มีการควบคุมวงเงินงบประมาณ และการลงบัญชีการใช้เงินงบประมาณ (โดย งานคลัง)
  9. มีการจัดทำรายงานการเงิน และรายงานผลการดำเนินงาน (โดย งานคลัง)

การวิเคราะห์ด้านการเงินและงบประมาณ

การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานและเป้าหมายของปีก่อน
  1. ผลผลิตตามแผนงานของภาควิชา/หน่วยงาน (ต้องมีโครงการใหม่ จึงจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้)
  2. รายรับ-รายจ่าย (ไม่จำเป็นต้องให้รายรับมากกว่ารายจ่าย หากเป็นรายจ่ายที่ใช้ไปเพื่อสร้างผลงาน)
  3. การใช้งบประมาณ (แผนการใช้งบประมาณ การประหยัดงบประมาณ - ไม่ใช่ใช้เงินเหลือ แต่หาทางประหยัดได้)
  4. อื่นๆ
กำหนดแผนปฏิบัติการ เป้าหมายประจำปี โดยพิจารณาปัจจัยภายใน/ภายนอก
  1. ปัจจัยภายใน : นโยบาย ทิศทาง แผนกลยุทธ์ ข้อบังคับ ประกาศต่างๆ ของคณะและมหาวิทยาลัย (เป็นกรอบการทำงาน ต้องศึกษา)
  2. ปัจจัยภายนอก : สภาวะตลาดการบริการ ตัวอย่างเช่น นักศึกษา คือลูกค้า ผลผลิต คือหลักสูตรการเรียนการสอน อย่าทำอะไรที่คนไม่ต้องการ เสียแรงเสียเงินเปล่า ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ
วางแผนการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะด้านบุคลากร วัสดุ ครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้าง
  1. เน้นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อลดต้นทุน
  2. พิจารณาการใช้ทรัพยากร ในลักษณะโครงการ
  3. ประเมินความคุ้มค่า และจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรที่ต้องการ

การบริหารการเงินและงบประมาณ

เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ

  • งบประมาณเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป (ยกเว้นเงินเดือนของข้าราชการ เป็นหมวดเงินเดือน)
  1. ใช้ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมในสถานการณ์จริง
  2. ได้รับงบประมาณเต็มวงเงิน ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ (ไม่มีการขาดดุล)
  3. เงินเหลือจากการดำเนินงาน ไม่ต้องส่งคืนคลัง
  4. รายงานผลการใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้น ในแต่ละงบรายจ่าย
  • การบริหารงบประมาณ
  1. ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ก่อนเงินรายได้
  2. ใช้ตามแผนงาน เงินเหลือ/เงินไม่พอ โอนไปใช้หรือโอนจากแผนงานอื่น หรืองบรายจ่ายอื่นได้
  3. ดำเนินการตามแผนการการใช้จ่ายงบประมาณ ภายในเวลาที่กำหนด
  • การบริหารการเงิน
  1. บริหารตามข้อบังคับและประกาศของมหาวิทยาลัย/ส่วนงาน
  2. การใช้จ่าย คำนึงถึงประสิทธิผล (ผลผลิตตรงตามวัตถุประสงค์) ประสิทธิภาพ (เพิ่มผลผลิตหรือลดต้นทุน) ความจำเป็น (ต้องใช้) เหมาะสม (ไม่สามารถใช้สิ่งอื่นทดแทนได้) และคุ้มค่า (ผลผลิตต่อหน่วยต้นทุน ลดความเสี่ยง คุณภาพดีขึ้น ใช้งานได้นาน)
  3. บริหารในลักษณะเงินยืม เงินทดรองจ่ายได้ (ใช้เงินสดย่อยในการซื้อของได้ เพื่อให้ได้ราคาถูกกว่า)
  4. ลดการรับชำระเงินด้วยเงินสด (เพื่อป้องกันความเสี่ยงทุจริต)
  5. การเบิกจ่ายเงิน ต้องมีหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย

นโยบายการบริหาร

  • สร้างความมั่นคงทางฐานะการเงิน ให้มหาวิทยาลัยและส่วนงาน
  1. มีรายรับจากงบประมาณแผ่นดิน และการดำเนินงาน สูงกว่ารายจ่าย
  2. พึ่งงบประมาณแผ่นดินในสัดส่วนที่ลดลง เมื่อเทียบกับรายรับจากการดำเนินงานโดยการแสวงหารายได้ จากการดำเนินงานตามพันธ์กิจ (วิจัย การศึกษา บริการวิชาการ)
  3. มีเงินรายได้สะสมเพียงพอ สำหรับการลงทุนและพัฒนาส่วนงาน ตามแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยได้อย่างน้อย 3 ปี
  • จัดสรรงบประมาณของมหาวิทยาลัย อย่างมีประสิทธิภาพ
  1. ตอบสนองวิสัยทัศน์ พันธกิจ และแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัย
  2. การลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีการประเมินความคุ้มค่า สามารถนำรายได้เข้ามหาวิทยาลัย และสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • สร้างความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารการเงิน ให้แก่ผู้บริหารทุกตำแหน่ง ทุกระดับ
  1. นำเสนอข้อมูล รายงานการเงิน การวิเคราะห์ ข้อมูลด้านการเงินให้ผู้บริหาร เพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
  • ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียทางการเงิน ในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน
  1. การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การจ่ายเงิน การจัดทำบัญชี
  2. การนำเงินไปลงทุน ไปจัดหาประโยชน์
  • จัดวางระบบการบริหารการเงินให้คล่องตัว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส กำกับดูแลและตรวจสอบได้
  1. กระจายอำนาจการอนุมัติ การบริหารรายได้ การเก็บรักษาเงิน การจัดทำบัญชีให้แก่ส่วนงาน โดยมอบหมายความรับผิดชอบร่วมด้วย และการสร้างระบบตรวจสอบ กำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพในระดับส่วนงาน
  • ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และแก้ไขปัญหาด้านการเงิน
  1. รายได้ต่ำกว่าประมาณการ
  2. รายจ่ายสูงกว่ารายรับ
  3. การดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมาย
  4. การใช้ทรัพยากรต่างๆ เกินความจำเป็น ไม่คุ้มค่า

ปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร

  1. ขาดการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในอดีต และกำหนดแผนการในอนาคต
  2. ขาดการกำหนดแผนการดำเนินงาน แผนปฏิบัติการ เป้าหมายในการจัดทำงบประมาณ
  3. จัดสรรงบประมาณโดยขาดการมีส่วนร่วม
  4. ขาดการติดตามผลการใช้งบประมาณ (ผลผลิต รายรับ รายจ่าย ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนงาน)
  5. บริหารเงินโดยมีความเสี่ยง ไม่มีประสิทธิภาพ
    • จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าที่ควรได้รับ
    • จ่ายเงินสูงกว่าที่ควรจ่าย
    • การเก็บเงิน ตรวจสอบ ลงบัญชี มีจุดอ่อนให้เกิดความทุจริต
    • ข้อมูลด้านการเงินไม่ถูกต้อง และไม่เป็นปัจจุบัน


หมายเหตุ : ติดตามความคืบหน้าและข่าวสารของ กองคลัง มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ที่เว็บไซต์ http://intranet.mahidol/op/orfa/

ข้อพึงระวังในการปฏิบัติด้านการเงิน

(บรรยายโดย อ. บุษบง โพธิสาร กองคลัง มหาวิทยาลัยมหิดล)

มีแนวปฏิบัติดังนี้

  1. การรับเงิน
  2. การจ่ายเงิน
  3. การเก็บรักษาเงิน
  4. การบันทึกบัญชี

การรับเงิน

สภาพแวดล้อมการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. ต้องมีระเบียบ ข้อบังคับและประกาศ เกี่ยวกับการรับเงิน1. ไม่มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้านการรับเงินโดยเฉพาะ
2. ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความสามารถและทักษะ-
3. ผู้ปฏิบัติงานต้องมีจริยธรรม2. รับเงินแล้ว ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน
-3. รับเงินแล้ว ไม่นำฝากธนาคาร
-4. รับเงินแล้ว มีการแก้ไขใบเสร็จรับเงิน
-5. รับเงินแล้ว ไม่มีการตรวจนับตัวเงินจริง


การควบคุมการประเมินผลและประสิทธิภาพ
1. แบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบในการรับเงิน และการบันทึกบัญชีให้ชัดเจน1. สามารถตรวจสอบได้ตามข้อบังคับ และให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง
2. จะต้องออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง เมื่อได้รับเงิน2. สามารถสอบทานกับตัวเงินที่รับไว้จริง
3. จะต้องนำฝากธนาคารทุกสิ้นวัน3. ป้องกันการทุจริต
4. จะต้องทำทะเบียนควบคุมใบเสร็จรับเงิน4. ตรวจสอบจำนวน(เล่ม)ใบเสร็จรับเงิน
5. จะต้องตรวจสอบสำเนาใบเสร็จรับเงินให้ตรงกับเงินด้วย5. เป็นการสอบทานความถูกต้องของการรับเงิน
6. ตรวจสอบยอดรับเงิน กับผู้บันทึกบัญชีรับเงินได้-
7. จะต้องจัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติ-


การจ่ายเงิน

สภาพแวดล้อมการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. มีระเบียบ ข้อบังคับและประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายเงิน1. ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการจ่ายเงินโดยเฉพาะ
2. ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความสามารถและทักษะ2. หลักเกณฑ์การจ่ายเงินไม่ชัดเจน
3. ผู้ปฏิบัติงานมีจริยธรรม3. เจ้าหน้าที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่กำหนด
-4. การเขียนเช็คจ่ายจำนวนเงินไม่ถูกต้อง หรือชื่อผู้รับไม่ถูกต้อง
-5. นำเอกสารมาเบิกซ้ำใหม่


การควบคุมการประเมินผลและประสิทธิภาพ
1. แบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบในการจ่ายเงิน และการบันทึกบัญชีให้ชัดเจน1. สามารถตรวจสอบได้ตามข้อบังคับ และให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง
2. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้เหมาะสมและชัดเจน-
3.การจ่ายเงินต้องได้รับการอนุมัติจ่าย เพื่อป้องกันการทุจริตในการจ่ายเงิน2. การเบิกจ่ายเงินมีการพิจารณาอนุมัติก่อนทุกครั้ง
4. หลีกเลี่ยงการจ่ายเช็คเงินสด ตรวจสอบชื่อผู้รับเงินเสมอ3. ป้องกันการจ่ายเช็คให้ผู้อื่น ที่ไม่มีสิทธิรับเงิน
5. มีผู้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้ถูกต้อง และประทับคำว่า “จ่ายเงินแล้ว” ด้วย4. ตรวจหลักฐานในการรับเงินของเจ้าหนี้ให้ถูกต้อง ก่อนจ่ายเช็ค
6. ควรจ่ายเช็คขีดคร่อม และสั่งจ่ายให้เจ้าหนี้หรือผู้รับเงินเท่านั้น5. ป้องกันการทุจริต โดยนำเช็คไปเขียนจ่ายให้ผู้อื่น
7. ห้ามลงลายมือสั่งจ่ายเช็คไว้ล่วงหน้า-
8. ทำทะเบียนคุมการจ่ายเช็ค-
9. ตรวจสอบยอดจ่ายเงินกับผู้บันทึกบัญชีจ่าย-
10. จัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติ-


การเก็บรักษาเงิน

สภาพแวดล้อมการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. มีตู้นิรภัยและสถานที่เก็บเงินที่ปลอดภัย1. ไม่มีการตรวจนับหรือสอบทานตัวเงินจริง
-2. เงินสูญหายบ่อยครั้ง หรือยอดเงินในบัญชีไม่ตรงกับตัวเงินที่มีอยู่จริง
-3. ไม่มีตู้นิรภัย หรือสถานที่สำหรับเก็บรักษาเงินที่ปลอดภัย


การควบคุมการประเมินผลและประสิทธิภาพ
1. มีกรรมการเก็บรักษาเงิน ตรวจนับเงินคงเหลือทุกวัน1. สามารถตรวจสอบยอดเงิน เพื่อป้องกันการทุจริต
2. จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวัน เพื่อสอบทานยอดเงินคงเหลือให้ตรงกับบัญชี2. สามารถสอบทานความถูกต้อง
3. จัดให้มีตู้นิรภัย หรือสถานที่ปลอดภัยในการเก็บรักษาเงิน3. เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการสูญหาย


การบันทึกบัญชี

สภาพแวดล้อมการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. หลักการและนโยบายบัญชี1. ระบบบัญชีไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
2.ระบบการจัดทำรายงาน2. การบันทึกบัญชีและการรายงานไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และไม่เป็นปัจจุบัน
-3. เจ้าหน้าที่ละเลย ไม่จัดทำบํญชีและรายงานตามระบบที่กำหนด


การควบคุมการประเมินผลและประสิทธิภาพ
1. จัดให้มีการศึกษาทบทวน และปรับปรุงระบบบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งาน1. นำระบบบัญชี หลักการและนโยบายบัญชีที่เหมาะสมมาใช้
2. มีการสอบทานการบันทึกบัญชี กับเอกสารการรับ-จ่ายเงินทุกสิ้นวัน2. นำรายงานไปอ้างอิงได้อย่างถูกต้อง
3. จัดให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง ในการบันทึกบัญชีและจัดทำรายงานให้เป็นปัจจุบัน-


หมายเหตุ : กฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • สำนักความรับผิดทางแพ่ง กรมบัญชีกลาง
  • คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง
  • คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
  • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

การอ่านงบดุลบัญชี สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักบัญชี

(บรรยายโดย อ.วัลภา ชุณหวุฒิยานนท์ กองคลัง มหาวิทยาลัยมหิดล)

หลักการขั้นพื้นฐานทางบํญชี

1. หลักความเป็นหน่วยงานทางบัญชี

  • แยกการดำเนินธุรกิจของกิจการ ต่างหากจากเจ้าของกิจการ
  • การทำบัญชีและงบการเงิน ต้องแยกกิจกรรมในส่วนของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ออกจากกิจกรรมของกิจการ

2. หลักการดำรงอยู่ของกิจการ

  • งบการเงิน จัดทำขึ้นตามสมมุติฐานที่ว่า กิจการจะดำรงอยู่ และจะดำเนินต่อไปในอนาคต
  • ไม่มีเจตนาจะเลิกหรือลดขนาด
  • และ “สินทรัพย์” จะบันทึกไว้ใน “ราคาทุน” ที่ได้มา

3. หลักราคาทุน

  • เกณฑ์การวัดมูลค่ากิจการที่แสดงในงบการเงิน จะใช้ราคาทุนเดิมเป็นส่วนใหญ่
  • ร่วมกับเกณฑ์อื่นๆ เช่น สินค้าคงเหลือ (ราคาทุน มูลค่าสุทธิ) แล้วแต่อย่างใดจะตีต่ำกว่ากัน
  • หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด - ราคาตลาด
  • หนี้สินผูกพัน - มูลค่าปัจจุบัน

4. หลักการใช้จำนวนเงินตราในบัญชี

  • ใช้หน่วยเงินตรา เพื่อวัดผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน
  • และการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน ถือว่า ค่าของเงินตราคงที่ เปลี่ยนแปลงไม่มาก และสามารถเทียบเคียงกันได้

5. หลักรอบเวลา

  • วัดผลการดำเนินงานเป็นระยะ ปิดกำหนดรองระยะเวลาบัญชี เป็น 1 ปี
  • เอกชน ม.ค.-ธ.ค. ราชการ ต.ค.-ก.ย.
  • วัดทุก 3 เดือน (ไตรมาส) หรือทุก 6 เดือน (ครึ่งปี)
  • กำหนดรอบเวลาไว้เท่าๆ กัน เพื่อจัดทำงบการเงินเปรียบเทียบต่างๆ เช่น “งบดุลเปรียบเทียบ” “งบกำไรขาดทุนเปรียบเทียบ” “งบรายได้และค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบ” ฯลฯ (เพื่อการตัดสินใจลงทุน หรือจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุน)

6. หลักการใช้หลักฐานอันเที่ยงธรรม

  • บัญชีและงบการเงินต้องอาศัยหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ ปราศจากความลำเอียง

7. หลักการเกิดขึ้นของรายได้

  • ถือว่า รายได้เกิดขึ้นเมื่อมีการขาย และส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ผู้ซื้อแล้ว
  • บันทึกเป็นรายได้ ตามจำนวนเงินที่ได้รับ หรือคาดว่าจะได้รับ

8. หลักการจับคู่ ค่าใช้จ่ายกับรายได้

  • คือเกณฑ์การนำรายได้ และค่าใช้จ่ายของงวดเวลาเดียวกัน มาเปรียบเทียบกัน
  • ตามหลักการบัญชีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป คือ เกณฑ์คงค้าง

9. เกณฑ์คงค้าง (Accrual)

  • คำนึงถึงรายได้-ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ณ งวดเวลานั้น ไม่ว่าจะได้รับเป็นตัวเงิน หรือได้จ่ายเงินไปแล้วหรือไม่
  • เป็นรายรับล่วงหน้าที่คาดว่าจะได้ และเป็นรายจ่ายล่วงหน้า เช่น การจ่ายค่าเบี้ยประกัน คุ้มครอง 1 ปี เป็นต้น
  • การบันทึกบัญชีของราชการในปัจจุบัน ซึ่งเดิมใช้ ” เกณฑ์เงินสด ” ได้หันมาใช้เป็น ” เกณฑ์คงค้าง ” มากขึ้น

10. หลักความสม่ำเสมอ

  • วิธีการบันทึกบัญชีต้องเหมือนกันทุกปี จะได้เปรียบเทียบได้
  • หากมีการเปลี่ยนแปลงวิธี ต้องเปิดเผยไว้ในหมายเหตุต่อท้ายงบการเงิน
  • การบันทึกบัญชีแบบ FIFO (First In First Out) เข้าก่อน-ออกก่อน เหมาะสำหรับสินค้าที่เน่าเสียได้
  • การบันทึกบัญชีแบบ LIFO (Last In First Out) เข้าหลัง-ออกก่อน เหมาะสำหรับสินค้าที่ยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า

11. หลักความระมัดระวัง

  • ควรเลือกแสดงสินทรัพย์และกำไร ในเชิงต่ำไว้ก่อน
  • ในกรณีที่สงสัย ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันที ให้ประมาณการหนี้สูญเอาไว้ด้วย ว่ากี่ %

12. หลักการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ

  • นักบัญชีมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญต่อผู้ใช้งบการเงิน โดยใช้ตามรูปแบบมาตรฐาน

13. หลักสาระสำคัญ

  • รายงานทางการเงิน เฉพาะข้อมูลที่สำคัญก็พอ เพื่อให้สาระสำคัญมีความชัดเจน

ผู้ใช้งบการเงิน

มี 2 ประเภท คือ

  1. ผู้ใช้ภายใน หมายถึง ผู้บริหารหน่วยงาน (เรียกว่า การบัญชีบริหาร หรือ Management Accounts) ใช้สำหรับการบริหารและควบคุม ไม่จำเป็นต้องมี “หมายเหตุประกอบงบการเงิน”
  2. ผู้ใช้ภายนอก หมายถึง เจ้าหนี้ ผู้ลงทุน รัฐบาล ประชาชนทั่วไป (เรียกว่า งบการเงิน หรือ Financial Statements) ต้องแสดงตามรูปแบบที่ทางการกำหนด (ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี)

งบการเงิน

ประกอบด้วย

  1. งบดุล
  2. งบกำไรขาดทุน (งบรายได้และค่าใช้จ่าย)
  3. งบกำไรสะสม
  4. งบกระแสเงินสด

งบดุล (Balanced Sheet)

  • แสดงฐานะทางการเงิน (ณ ขณะนั้น)
  • สินทรัพย์ (Asset) = หนี้สิน (Liability) + ส่วนทุน (Equity)
การเดบิต และการเครดิต
  • สมการบัญชี ภายใต้ระบบบัญชีคู่
  • การเก็บข้อมูลตามระบบบัญชีคู่ หรือการบันทึกบัญชีที่จะทำให้จำนวนรวมทางด้านซ้ายของสมการงบดุล เท่ากับจำนวนรวมทางด้านขวาเสมอ

สินทรัพย์

  • ได้แก่ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) เช่น เงินสด ตั๋วเงินรับ ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า ฯลฯ
  • เงินลงทุน (Investments) เช่น เงินฝากธนาคาร สหกรณ์ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ ตั๋วแลกเงิน พันธบัตร กองทุนรวม หุ้นกู้ ฯลฯ
  • สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน หรือสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) เช่น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน(Property, Plant and Equipment)
  • สินทรัพย์อื่นๆ
  • สินทรัพย์ หมายถึง ทรัพยากรของบริษัท ที่จะให้ประโยชน์แก่บริษัทในอนาคต
  • สินทรัพย์หมุนเวียน - ภายใน 1 ปี / สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน - เกิน 1 ปี

ค่าเสื่อมราคา

  • ค่าเสื่อมราคาสะสม คือ การสะสมของค่าเสื่อมราคา ทีละงวดๆ ตั้งแต่วันที่รับสินทรัพย์ มาจนถึงวันที่แสดงในงบดุล
  • ค่าเสื่อมราคา คือ การปันส่วนมูลค่าของสินทรัพย์ ไปเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละงวด
  • การคิดค่าเสื่อมราคา แบบวิธีเส้นตรง มีสมมุติฐานว่า สินทรัพย์จะเสื่อมราคาเท่ากันทุกปี
  • ค่าเสื่อมราคา = (มูลค่าสินทรัพย์ - ราคาซาก) / อายุการใช้งาน

หนี้สิน

* ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liability) หนี้สินไม่หมุนเวียน หรือ หนี้สินระยะยาว (Long Term Liability) ฯลฯ

  • หนี้สิน หมายถึง ภาระผูกพันที่บริษัทมีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้บริษัทต้องนำสินทรัพย์มาจ่ายชำระภาระผูกพันนั้น ไม่ช้าก็เร็ว
  • หนี้สินหมุนเวียน - ภายใน 1 ปี / หนี้สินไม่หมุนเวียน - เกิน 1 ปี
  • หนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินเดือนค้างจ่าย เงินประกันสังคมค้างจ่าย ค่าเช่ารับล่วงหน้า เงินรับฝาก ฯลฯ
  • หนี้สินไม่หมุนเวียน เช่น รายได้รอการรับรู้ระยะยาว เงินทดรองราชการรับจากคลังระยะยาว ฯลฯ

ส่วนทุน

  • หมายถึง ส่วนเกินของสินทรัพย์ ที่สูงกว่าหนี้สิน (หรือ เงินทุน)
  • หมายถึง ส่วนของผู้ถือหุ้น ได้แก่
  1. ทุนเรือนหุ้น (ทุนที่มีคนนำมาร่วมลงทุนกัน ทุนจดทะเบียน)
  2. ส่วนเกินทุน หรือส่วนต่ำกว่าทุน
  3. กำไรสะสม

งบการเงิน มีส่วนประกอบ 5 ส่วน คือ 1.สินทรัพย์ 2.หนี้สิน 3.ส่วนทุน 4.รายได้ 5.รายจ่าย

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนทุน

ส่วนทุน = ทุน + กำไรสะสม

กำไรสะสม = รายได้ - ค่าใช้จ่าย

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน + รายได้ - ค่าใช้จ่าย

สินทรัพย์ + ค่าใช้จ่าย = หนี้สิน + ทุน + รายได้

การวิเคราะห์งบการเงิน

  • เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) = สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน (เป็นการวัดสภาพคล่องของกิจการ : ขายสินค้าหรือบริการ → เก็บเงินจากลูกหนี้ได้ → ชำระหนี้ค่าสินค้าหรือบริการ)
  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)= สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน (ถ้าจ่ายไม่ทัน ต้องไปกู้หนี้จากธนาคารและเสียดอกเบี้ย → ยิ่งมาก ยิ่งขาดสภาพคล่อง)
  • อัตราส่วนสินทรัพย์คล่องตัว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน - สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน = หนี้สินทั้งสิ้น / ส่วนทุนทั้งสิ้น (ยิ่งมาก ยิ่งแย่)

งบกำไรขาดทุน (Income Statement)

  • แสดงผลการดำเนินงาน (สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ … สิ้นสุด …. เช่น รอบไตรมาส)
  • กำไรสุทธิ (ขาดทุน) = รายได้ - ค่าใช้จ่าย
  • ราชการและหน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไร ไม่เรียกว่า กำไรขาดทุน แต่จะเรียกว่า งบรายได้และค่าใช้จ่าย
  • รายงานการรับ-จ่าย จะแสดงให้เห็นว่า รายได้สูง (ต่ำ)กว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ = ?

งบกำไรขาดทุนของบริษัท แสดงข้อมูลต่างๆ ดังนี้

  • กำไรขั้นต้น = ขายสุทธิ - ต้นทุนการขาย
  • กำไรสุทธิ = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
  • กำไรต่อหุ้น = ?
  • เป็นกำไรที่ได้จากกิจกรรมตามปกติ (รายได้ ค่าใช้จ่าย) ไม่นับรวมกิจกรรมที่ไม่ปกติ (เช่น รายได้จากมรดก)

งบกำไรสะสม (Retained Earnings)

กำไรสะสมต้นปี บวก กำไรสุทธิ –> งบกำไรขาดทุน (งบรายได้และค่าใช้จ่าย)

หัก เงินปันผล กำไรสะสมสิ้นปี —> งบดุล

งบกระแสเงินสด

แสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินสด ว่าในงวดที่ผ่านมา บริษัทได้เงินมาจากทางใด และนำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง และในที่สุดมี ” เงินสดคงเหลือ ” อยู่เท่าใด ประกอบด้วย

  1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน : เช่น กำไรสุทธิ ปรับกระทบกำไรสุทธิเป็นเงินสดรับ(จ่าย)จากกิจกรรมดำเนินงาน เช่น ค่าเสื่อมราคา ลูกหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าหนี้ลดลง สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าลดลง ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเพิ่มขึ้น ฯลฯ
  2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน : เช่น ต่อเติมอาคาร ซื้อเครื่องใช้สำนักงาน ฯลฯ
  3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน : เช่น เงินกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผล ฯลฯ

การวิเคราะห์กระแสงบกระแสเงินสด

หมายเหตุประกอบงบการเงิน (เป็นรายงานเพื่ออธิบายให้ผู้ใช้ภายนอกเข้าใจ) ณ วัน/เดือน/ปี

ประกอบด้วย

  1. เกณฑ์การจัดทำงบการเงิน
  2. สรุปนโยบายบัญชีที่สำคัญ
  3. เงินลงทุนระยะสั้น
  4. ลูกหนี้การค้า
  5. เงินให้กู้ยืมระยะสั้น
  6. สินค้าคงเหลือ
  7. เงินลงทุนระยะยาว
  8. ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
  9. สินทรัพย์ไม่มีตัวตน
  10. สำรองตามกฎหมาย
  11. รายการระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล 2009/04/26 12:03


Personal Tools