รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)

รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล 10 กรกฎาคม 2553 21:00

e-Government คืออะไร

องค์การสหประชาชาติได้ดำเนินโครงการที่มีชื่อว่า United Nations E-Government Survey เพื่อทำการสำรวจประเมินวัดความพร้อมของการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ของบรรดาประเทศสมาชิกทั่วโลก 192 ประเทศ ซึ่งเป็นวิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ปรับปรุงการบริการแก่ประชาชน และเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ

การสำรวจประเมินดังกล่าว เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เป็นประจำทุกปี (ครั้งก่อนหน้านี้คือ ปี 2008) และในปี 2010 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศผล world e-government rankings เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจากจำนวนประเทศที่ติดอันดับสูงสุด 20 อันดับแรกของโลก (Top-20) นั้น ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) มาเป็นอันดับที่ 1 และมีคะแนนสูงสุดในทุกองค์ประกอบ ทั้ง e-government development, online service development และ e-participation (United Nations E-Government Survey, 2010)

e-Government Award เป็นรางวัลความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายสื่อสารในการจัดทำระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ การสำรวจเพื่อการจัดอันดับขององค์การสหประชาชาติในครั้งนี้ มีเกณฑ์วัดที่สำคัญคือ การพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government development) การให้บริการประชาชน (online service development) และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม (e-participation) นับเป็นความพยายามของประเทศต่างๆ จากทั่วโลกในการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะแก่ประชาชน ทั้งนี้ เพื่อมีส่วนช่วยในการดำเนินการ ให้บรรลุ “เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสศวรรษ” Millennium Development Goals (MDGs) ขององค์การสหประชาชาติต่อไป (Manama, 2010)

ดัชนีชี้วัดการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

องค์การสหประชาชาติ ได้ทำการสำรวจประเมินวัดความพร้อมของการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ของบรรดาประเทศสมาชิก โดยเปรียบเทียบความสามารถในการนำ ICT มาใช้ในการให้บริการแก่ประชาชน และติดตามความก้าวหน้าของการให้บริการแบบ online services ของภาครัฐ ดัชนีการวัด E-Government development index ประกอบด้วยดัชนีย่อย 3 ด้าน คือ

  1. Online service index วัดสมรรถนะในการให้บริการแก่ประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ของภาครัฐโดยให้คะแนน online services ตามระดับของการพัฒนา ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1. emerging Information services (ให้ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ) 2. enhanced information services (มีการสื่อสารแบบสองทาง) 3. transaction services (มีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์) และ 4. connected approach (ใช้ web 2.0 เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของรัฐ ในลักษณะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง)
  2. Telecommunication infrastructure index วัดโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของประเทศ เช่น สัดส่วนจำนวนประชากรที่มีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ต มีเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์หลัก โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
  3. Human capital index วัดความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อัตราการรอบรู้สารสนเทศของวัยผู้ใหญ่ (Adult literacy rate) อัตราการเข้าศึกษาต่อในชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา (enrollment ratio) โดยใช้ข้อมูลจาก UNDP human development report 2009 ของ UNESCO

นอกจากนั้น ในปีนี้องค์การสหประชาชาติยังได้เพิ่มดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งคือ e-participation index หรือดัชนีวัดการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารบ้างเมือง ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ลดคอร์รัปชั่น และเกิดความเสมอภาคในการบริหารและการบริการของรัฐ (e-governance) อีกด้วย (United Nations E-Government Survey, 2010)

สำหรับประเทศไทย e-government development ranking อยู่ในอันดับที่ 76 ในปี 2010 โดยมีค่าคะแนนอยู่ที่ 0.4653 (จากคะแนนเต็ม 1.0000) หากแยกย่อยตามดัชนีย่อย ด้าน online service index หรือเว็บบริการ อยู่ในอันดับที่ 67 ด้าน telecommunication infrastructure index อยู่ในอันดับที่ 94 (ต่ำกว่าประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 79) และด้าน human captial index อยู่ในอันดับที่ 66

การวัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ

นอกเหนือจากการวัด e-government ขององค์การสหประชาชาติแล้ว การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติรูปแบบอื่นๆ ที่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานทาง ICT และสารสนเทศเป็นดัชนีชี้วัด ได้แก่ world competitiveness scoreboard, digital opportunity index, และ e-readiness ranking เป็นต้น

  • World competitiveness scoreboard เป็นดัชนีชี้วัดของ International Institute for Management Development (IMD) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เน้นวัดและเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยพิจารณาปัจจัยหลักคือ 1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ 2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ 3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ 4) โครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ด้วย
  • Digital opportunity index (DOI) ริเริ่มโดย International Telecommunication Union (ITU) เพื่อติดตามผลจากการประชุมสุดยอด World Summit on Information Society (WSIS) เป็นการวัดการแพร่กระจายของ ICT และโอกาสที่จะนำ ICT ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ไปสู่สังคมสารสนเทศ (information society) การลดช่องว่างทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (digital divide) โดยมีดัชนีชี้วัด 3 กลุ่มคือ 1) การแพร่กระจายโครงสร้างพื้นฐาน ICT 2) โอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน 3) ความเข้มข้นของการใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน
  • e-Readiness ranking สำหรับ e-business ของประเทศต่างๆทั่วโลก จัดทำโดย Economist Intelligence Unit (EIU) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ละเอียดกว่า คือ มี 6 กลุ่ม ดังนี้ 1) โครงสร้างพื้นฐานของ ICT 2) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ 3) สภาพแวดล้อมด้านสังคมและวัฒนธรรม 4) สภาพแวดล้อมทางกฎหมาย 5) นโยบายและวิสัยทัศน์ของรัฐบาล 6) การยอมรับการใช้เทคโนโลยีของธุรกิจและผู้บริโภค

นอกจากนั้น หากจะพิจารณาเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีสารสารเทศและการสื่อสารโดยตรงแล้ว ยังมีการวัดอีกระบบหนึ่ง ของ World Economic Forum คือ network-readiness index ซึ่งมีดัชนีต่างๆในการวัดทั้งรายบุคคล องค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจ ดังนี้ 1) สภาวะแวดล้อมของประเทศ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน 2) ความพร้อม (readiness) ทางด้านเครือข่าย 3) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2552)

รายการอ้างอิง

  • กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. (2552). แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (พ.ศ.2552-2556). ค้นคืนวันที่ 10 กรกฎาคม 2553 จาก http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=74
  • United Nations Public Administration Network. (2010, July 10). Retrieved from http://unpan1.un.org
  • United Nations E-Government Survey 2010. (2010). New York: United Nation. Retrieved from http://unpan1.un.org/intradoc/groups/public/documents/un/unpan038851.pdf

Personal Tools