ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำวิจัย

Admin 2011/06/17 14:40

http://bit.ly/kRKBEW

เอกสารฉบับนี้ เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้บุคลากรของงานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข สามารถใช้เป็นแนวทางในการคิดโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กรของตนเอง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ของหน่วยงาน http://stang.sc.mahidol.ac.th/KM.htm และเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป

ประเภทของการวิจัย

จำแนกตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

  • การวิจัยเฉพาะศาสตร์ (Monodisciplinary Research)
  • การวิจัยสหสาขาวิชา หรือสหวิทยาการ (Interdisciplinary Research)


จำแนกตามสาขาวิชา

  • การวิจัยทางวิทยาศาสตร์
  • การวิจัยทางสังคมศาสตร์
  • การวิจัยทางมนุษยศาสตร์


จำแนกตามลักษณะของข้อมูล

  • การวิจัยเชิงปริมาณ (Quanlitative Research) - ข้อมูลเป็นตัวเลข สมการ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ อาศัยเทคนิคทางสถิติมาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) - ข้อมูลที่ไม่เป็นตัวเลข แต่เป็นข้อความบรรยายคุณลักษณะ สภาพเหตุการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research)


จำแนกตามสมมุติฐาน

  • การวิจัยเชิงอนุมาน (นิรนัย, deductive Research) - hypothesis-testing method
  • การวิจัยเชิงอุปมาน (อุปนัย, inductive research) - hypothesis-generating method


จำแนกตามประโยชน์ของการนำผลการวิจัยไปใช้

  • การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure Research)- เป็นการวิจัยที่ค้นหาหลักการ กฎ ทฤษฎี เพื่อขยายพื้นฐานความรู้ทางวิชาการให้กว้างขวางออกไป
  • การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) - เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำผลไปใช้เพื่อปรับปรุงสภาพของสังคม และความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น เช่น ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษา
  • การวิจัยเชิงปฎิบัติการ (Action Research - AR) - เป็นการวิจัยเพื่อนำผลมาใช้แก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน
  • การวิจัยดำเนินงาน หรือการวิจัยปฏิบัติการ (Operations Research - OR) - การนำเอาปัญหาข้อจำกัดในการปฏิบัติ มาวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
  • การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR)
  • การวิจัยชุมชน (Community-based Research)


จำแนกตามความมุ่งหมายของการทำวิจัย

  • การวิจัยเพื่อค้นหา หรือการวิจัยเชิงบุกเบิก (Exploratory Research) / การวิจัยเชิงตีความ (interpretive research) - เป็นความพยายามที่จะขุดค้นทฤษฎีจากตัวข้อมูลมากกว่าจากสมมุติฐานที่ตั้งไว้
  • การวิจัยเชิงพรรณนา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research)
  • การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย หรือการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Explanatory Research / Analytical Research) - ศึกษาเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
  • การวิจัยเชิงพยากรณ์ หรือคาดการณ์ (Predictive Research) - ศึกษาสภาพเหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อทำนายอนาคต


จำแนกตามระเบียบวิธีวิจัย

  • การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) - เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความจริงในอดีตที่ผ่านมา
  • การวิจัยเชิงพรรณนา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research) - เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความจริงในสภาพปัจจุบัน
  • การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) / การวิจัยแบบสำรวจตัวอย่าง (Sample survey research)
  • การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ของตัวแปร (Interrelationship Research)
  • การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Research) - ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เช่น ความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีสหสัมพันธ์กันหรือไม่?
  • การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) - ค้นคว้าหาทฤษฎีใหม่
  • การวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) - เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งปฐมภูมิ ใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งที่มีจริงคือสิ่งที่สังเกตได้
  • การวิจัยเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือไม่ประจักษ์ (Non-empirical Research) - อาศัยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในเอกสาร มักใช้การวิพากษ์วิจารณ์แทนการใช้วิธีการทางสถิติ
  • การวิจัยเชิงทดลอง (Experimantal Research) - ควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้ววัดผลตัวแปรตาม
  • การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-expertimental Research) - ควบคุมตัวแปรอิสระที่ไม่ต้องการได้เพียงบางตัว
  • การวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง (True-Experimental Research)
  • การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Nationalistic Research) - ค้นหาความจริงของสภาพการณ์ ใช้การสังเกตการณ์เป็นสำคัญ
  • การวิจัยเชิงเหตุผลเปรียบเทียบ (Causal-comparative research) / การวิจัยย้อนรอย (Expost facto research) จากผลไปเหตุ
  • การวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา (Documentary Research)
  • การวิจัยกรณีศึกษา (Case Study Research) - เก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กหรือบุคคล แบบเจาะลึก
  • การวิจัยเชิงพัฒนาการ (Developmental Research)
  • การวิจัยเชิงพัฒนาระบบ (Research and Development)
  • การวิจัยแนวโน้ม (Trend Research)
  • การวิจัยเชิงก่อ หรือเชิงพัฒนาสร้างสรรค์ (Constructive Research) - เป็นการพัฒนาทางแก้ปัญหา
  • การวิจัยปรับใช้ (Adaptive Research)
  • การวิจัยประเมินผล (Evaluation Research)
  • การวิจัยโดยการสังเกตการณ์ หรือการวิจัยเชิงสังเกต (Observational Research)
  • การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross sectional Research) - เก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้ววิเคราะห์หาความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ
  • การวิจัยระยะยาว (Longtitudinal Research) - มีการเก็บข้อมูลมากกว่า 1 ครั้ง แล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ เป็น growth study
  • การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic Research) - สังเกตพฤติกรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนในสังคมและวัฒนธรรมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  • การวิจัยทางมนุษยวิทยา (Anthropological Research)
  • การวิจัยภาคสนาม (Field Research)
  • การวิจัยเพื่อการวางแผน (Planning Research)
  • การวิจัยแบบสำมะโน (Census Research) - เก็บข้อมูลจากทุกหน่วยของประชากรที่ต้องการศึกษา
  • การวิจัยนโยบาย (Policy Research)
  • การวิจัยเชิงจำลอง (simulation Research)
  • การวิจัยเชิงอนาคต (Futures / Futuristic Research) - เป็นการวิจัยเพื่อวางแผนหรือคาดคะเนอนาคต

วางแผนการวิจัย

  • คิดคร่าวๆก่อนว่าจะทำวิจัยเรื่องอะไรดี
  • เรื่องที่จะทำ สำคัญอย่างไร ทำไมต้องทำ ทำแล้วคนจะสนใจมั๊ย ?
  • ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทบทวนวรรณกรรม (review literature) เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมเรื่องที่จะทำ อ่านเยอะๆ อ่านแล้วต้องสังเคราะห์งานวิจัยให้เป็น
  • หาให้เจอว่า อะไรคือ โจทย์วิจัย (ปัญหาวิจัย / คำถามวิจัย)
  • กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย (กำหนดโดยเอาคำถามวิจัยเป็นตัวตั้ง เพื่อบอกจุดมุ่งหมายในการทำวิจัยครั้งนี้ ว่าทำไปเพื่ออะไร ..เช่น เพื่อสำรวจ เพื่อเปรียบเทียบ เพื่ออธิบาย เพื่อประเมิน เพื่อพัฒนา ฯลฯ)
  • เรามีปรัชญาและกระบวนทัศน์ (paradigm) ของการวิจัยเป็นอย่างไร (ภววิทยา Ontology / ญาณวิทยา Epistemology / วิธีวิทยา Methodology) และจะเลือกใช้ทฤษฎีหลักอะไรเป็นเครื่องชี้นำ เพื่อสร้างกรอบแนวคิดหรือโมเดลการวิจัย (research framework / model)
  • กำหนดวิธีการวิจัย จะเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัย (research methodologies) หรือแนวทางการวิจัย (research approaches) แบบใด ทำไมถึงเลือกวิธีนี้ และจะใช้วิธีวิจัย (research methods) อะไรบ้าง จะสุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลจากใครที่ไหน จะใช้วิธีอะไรในการจัดการข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบงานวิจัยถึงจะน่าเชื่อถือ และมีความรอบคอบ
  • จะเอางบประมาณที่ไหนมาทำวิจัย จะมั่นใจได้อย่างไรว่างานวิจัยนี้จะสำเร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่ ทำแผนปฏิบัติการแบบ Action Plan มาด้วย
  • ที่ขาดไม่ได้ คือระบุจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ (ethics) ที่ใช้ในการวิจัย
  • คาดว่าเราจะค้นพบอะไรจากการวิจัยครั้งนี้ ?
  • สุดท้าย น่าจะได้ข้อเสนอโครงการวิจัย (research proposal) หรือข้อเสนอโครงการวิจัยขึ้นมาสักฉบับ

วิธีการวิจัย

  • การสัมภาษณ์ (Interviews)
  • สนทนากลุ่ม (Focus Group)
  • การสังเกต (Observation)
  • การทดสอบใช้งาน (Usability Testing)
  • การทดลอง (Experiment)
  • วิเคราะห์เนื้อหา (Document/Content Analysis)
  • บรรณมิติ (Bibliometrics)
  • การสำรวจ/แบบสอบถาม (Surveys/Questionaires)

สถิติเพื่อการวิจัย

  • สถิติ หมายถึง ตัวเลขที่ใช้บรรยายเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง (facts) ของเรื่องต่างๆ ที่เราต้องการศึกษา
  • สถิติ หมายถึง ศาสตร์หรือวิชาที่ว่าด้วยหลักการและระเบียบวิธีทางสถิติ (สถิติศาสตร์)
  • สถิติ หมายถึง ค่าที่คำนวณขึ้นมาจากตัวอย่าง เพื่อแสดงถึงคุณลักษณะบางอย่างของข้อมูลชุดนั้น โดยทั่วไปจะนำค่าสถิติไปใช้ในการประมาณค่าพารามิเตอร์
  • ประชากร (Population) และ ตัวอย่าง (Sample)
  • พารามิเตอร์ หมายถึง ค่าที่ใช้อธิบายคุณลักษณะประชากร (population) เช่น ค่าเฉลี่ยของประชากร (population mean)
  • ค่าสถิติ หมายถึง ค่าที่ได้จากตัวอย่าง (sample) เช่น ค่าเฉลี่ยของตัวอย่าง (sample mean)
  • สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics)

เป็นสถิติที่ใช้ในการสรุปข้อมูลที่ได้มาจากกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่มีการอ้างอิงไปยังประชากร แต่เป็นการบรรยายลักษณะข้อมูลเท่านั้น เช่น การแจกแจงความถี่ (frequency distribution) การวัดแนวโน้มเข้าสู้ส่วนกลาง การวัดการกระจายของข้อมูล ฯลฯ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลพรรณนาจะอยู่ในรูปตาราง (table) และแผนภูมิ (Chart) ชนิดต่างๆ

  • สถิติอ้างอิง (Inferential Statistics)

หรือสถิติอนุมาน เป็นสถิติที่ใช้เพื่อนำผลสรุปที่คำนวณได้จากการสุ่มตัวอย่าง ไปอธิบายหรือสรุปลักษณะของประชากรทั้งหมด วิธีที่ใช้ในการสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากรนั้น คือ การประมาณค่า (Estimation) และการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis testing) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (analysis of variance) การวิเคราะห์ความถดถอยและสหสัมพันธ์ (regression and correlation analysis) สถิติอ้างอิงจำแนกเป็น 2 ชนิดคือ แบบอ้างอิงพารามิเตอร์ (Parametric statistics) (ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติ t-test, z-test, ANOVA, regression analysis ตัวแปรที่ต้องการวัดเป็น interval scale กลุ่มตัวอย่างจะต้องมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ กลุ่มประชากรจะต้องมีความแปรปรวนเท่ากัน) และแบบไม่อ้างอิงพารามิเตอร์ (Nonparametric statistics) (ใช้สถิติ chi-square, medium test, sign test กลุ่มตัวอย่างเป็น free distribution เป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ไม่ทราบลักษณะการแจกแจงของประชากรที่สนใจจะศึกษา)

  • ข้อมูลเชิงปริมาณ แบ่งเป็นข้อมูลต่อเนื่อง (continuous data) คือค่าที่มีจุดทศนิยมได้ และข้อมูลไม่ต่อเนื่อง (discrete data) คือค่าที่เป็นจำนวนเต็มหรือจำนวนนับ
  • ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่แสดงถึงสถานภาพ คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ เช่น เพศ ตำแหน่ง
  • ตัวแปร (Variable) จำแนกตามระดับการวัด ได้แก่ นามบัญญัติ (nominal scale) เรียงอันดับ (ordinal scale) อันตรภาคหรือระดับช่วง (interval scale) อัตราส่วน (ratio scale)
  • ตัวแปรจำแนกตามหน้าที่ ได้แก่ ตัวแปรอิสระ (ตัวแปรต้น) และตัวแปรตาม ซึ่งเป็นตัวแปรที่ต้องการศึกษา นอกจากนั้นอาจมีตัวแปรที่ไม่ได้ต้องการศึกษาแต่ต้องควบคุม เช่น ตัวแปรภายนอก (ตัวแปรเกิน หรือตัวแปรแทรกซ้อน) และตัวแปรเชื่อมโยง (ตัวแปรสอดแทรก)


  • สถิติพรรณนาที่ใช้อธิบายข้อมูลเชิงปริมาณ
  • การแจกแจงข้อมูล ความถี่ (Frequency distribution) ร้อยละ (percentage)
  • วัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (mean) นำข้อมูลทั้งหมดมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล / มัธยฐาน (median) เป็นสถิติในการจัดอันดับข้อมูล เป็นค่าที่อยู่ตรงกลาง เมื่อนำค่าที่ได้จากการวัดที่นำมาเรียงลำดับจากมากไปน้อย หรือน้อยไปมาก / ฐานนิยม (mode) หรือคะแนนที่มีความถี่สูงที่สุด
  • บอกตำแหน่งของข้อมูล ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ไทล์ (percentile) เดไซล์ (decide) ควอไทล์ (quartile)
  • วัดการกระจายของข้อมูล ได้แก่ พิสัย (range) หรือค่าสูงสุด-ค่าต่ำสุด ส่วนเบี่ยงเบนควอไทล์ (quartile deviation) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ความแปรปรวนของข้อมูล (variance)


  • สถิติพรรณนาที่ใช้อธิบายข้อมูลเชิงคุณภาพ

ได้แก่ ร้อยละ (percentage) สัดส่วน (proportion) อัตราส่วน (ratio) ฐานนิยม (mode)

  • สถิติพรรณนาที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณ

สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงเส้นของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน (Spearman’s correlation coefficient)

  • สถิติพรรณนาที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงคุณภาพ

สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเครเมอร์วี (Cramer’s V) สร้างตารางไขว้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (crosstabulation table)

  • การสุ่มตัวอย่าง (Random Sampling) และการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
  • การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (mean, median, mode)
  • การแจกแจงในลักษณะต่างๆ ได้แก่ ตำแหน่งกึ่งกลางหรือค่าเฉลี่ย (mean) ความแปรปรวนและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (variance & standard deviation) ความเบ้ (skewness) ความโด่ง (kurtosis)
  • สัมประสิทธิ์ของการกระจาย (Coefficient of variation)


  • สถิติอ้างอิง หรือเชิงอนุมาน
  • การประมาณค่าพารามิเตอร์ (Estimation of parameters)
  • การทดสอบสมมุติฐาน (Hypothesis testing)
  • การทดสอบค่าเฉลี่ยประชากร 1 กลุ่ม (One sample t-test)
  • การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent samples t-test)
  • การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยประชากร 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired samples t-test)
  • การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยประชากรมากกว่า 2 กลุ่ม หรือการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance - ANOVA)
  • การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบมีปัจจัยเดียว (One-way ANOVA)
  • การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนก 2 ทาง (Two-way ANOVA)
  • การทดสอบสมมุติฐานทางสถิติสำหรับข้อมูลที่อยู่ในรูปความถี่
  • การวิเคราะห์ความถดถอยและสหสัมพันธ์ (Regression analysis and correlation)
  • สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน (Spearman Rank Difference Method)

Personal Tools