ความหมายของสารสนเทศ และสารสนเทศศาสตร์

รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล 8 กรกฎาคม 2553 10:00

สารสนเทศ (information) คืออะไร

Floridi (2010) ได้เสนอแนวคิดเอาไว้ว่า ขณะนี้เราอยู่ในยุคของ “Infoglut” ซึ่งมีความหมายว่า“too much information to process” อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยสารสนเทศที่หลั่งไหลมา ทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าจะผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และอินเทอร์เน็ต มีการส่งต่อสารสนเทศผ่านการพูดคุย การฟัง การอ่าน และการเขียน แต่เป็นการยากที่จะให้คำอธิบายว่า สารสนเทศ (Information) คืออะไรกันแน่ คำว่า information ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน informatio มีความหมายได้อย่างหลากหลาย แล้วแต่มุมมองของวิทยาศาสตร์หรือมุมมองทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สารสนเทศอาจมองในแง่เป็นกระบวนการ (information-as-process) หมายความว่า เมื่อใครบางคนถูก in-formed เมื่อนั้นความรู้เดิมของเขาก็จะเปลี่ยนแปลงไป ในกรณีนี้ สารสนเทศจะหมายถึง กระบวนการหรือการกระทำเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับทราบและได้รับความรู้ นอกจากนั้น สารสนเทศอาจมองในแง่เป็นตัวความรู้ที่ถูกถ่ายทอด (information-as-knowledge) ก็ได้ หรืออาจมองสารสนเทศ ในแง่เป็นวัตถุสิ่งของที่วัดและจับต้องได้ (information-as-thing) คือเป็นข้อมูล (data/datum = things that have been given) เป็นข่าวสาร เหตุการณ์ ข้อความ วัตถุ เอกสาร หรือหลักฐานต่างๆ ซึ่งสามารถจัดเก็บและค้นคืนได้

ทฤษฎีพื้นฐานแรกของการสื่อสารสารสนเทศ น่าจะเป็นของ Claude Shannon (1948) ที่กล่าวถึง “A Mathematical Theory of Communication” ในความหมายทางคณิตศาสตร์แล้ว สารสนเทศอาจเป็น “ลำดับของสัญลักษณ์” เช่น ลำดับของรหัส ASCII (0 หรือ 1) ที่มีหน่วยวัดเป็นบิท กลายเป็นสารสนเทศของคอมพิวเตอร์ หรือทางชีววิทยา ลำดับของนิวคลีโอไทด์ อาจกลายเป็นสารสนเทศดีเอ็นเอ ที่สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาก็ได้ คำว่าสารสนเทศ มีความหมายโดยนัย แตกต่างกันไปแล้วแต่สาขาวิชา สำหรับสารสนเทศศาสตร์แล้ว อาจมีความหมายว่า คือ การรับส่งสัญญาน (signals) หรือข่าวสาร (messages) เพื่อการตัดสินใจ และเน้นไปที่คุณสมบัติของตัวข่าวสาร หากมองในมุมกว้างและเป็นนามธรรม อาจจะครอบคลุมถึงกระบวนการรับรู้และความเข้าใจของมนุษย์ต่อสารสนเทศที่ได้รับ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสารสนเทศด้วย แต่บางครั้งสารสนเทศจะถูกใช้ในเหตุผลที่แตกต่างกัน หรือขึ้นอยู่กับบริบทต่างๆของสังคม เช่น วัฒนธรรม การทำงาน หรือปัญหาที่ได้รับ นอกจากนั้น information science น่าจะมีลักษณะโน้มเอียงไปทาง message science (เน้นข่าวสารหรือประเด็นที่มีความหมาย) มากกว่าจะเป็น content science (เน้นเนื้อหา) เพียงอย่างเดียว

อาจกล่าวได้ว่าสารสนเทศ คือกระบวนการรับส่งสาร (message) ระหว่างคนอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้ส่งสาร (พูด เขียน ตีพิมพ์ ส่งสัญญาณ) และอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับสาร (ฟัง เขียน และสังเกต) อนึ่ง สารที่ส่งออกไปนั้น จะสามารถก่อให้เกิดความรู้และเป็นสาระประโยชน์ (informative) และกลายเป็นภูมิความรู้ (knowledge) ได้หรือไม่ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พฤติกรรมและการรับรู้ของผู้รับสารนั้น หรือใช้วิธีสรุปมาจากความคิดเห็นว่า สารนั้นมีสาระประโยชน์ (informative) ต่อคนส่วนใหญ่หรือไม่

ความหมายของ สารสนเทศศาสตร์ (information science)

สารสนเทศศาสตร์ (information science) เป็นศาสตร์หรือสาขาวิชาที่มีลักษณะทางธรรมชาติเป็น “สหวิทยาการ” มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกับสาขาวิชาอื่นๆ อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การจัดการ ธุรกิจ การศึกษา วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ และที่สำคัญคือเป็นศาสตร์ที่มีความใกล้ชิดกับบรรณารักษศาตร์ (library science) และวิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) ค่อนข้างมาก

Information science ไม่ควรมีความหมายเพียงแค่ศาสตร์ที่ว่าด้วยการรวบรวม การจัดเก็บ และการค้นคืนสารสารเทศ “the science dealing with the efficient collection, storage, and retrieval of information.” ซึ่งแปลตามศัพท์ในพจนานุกรมเท่านั้น แต่ควรมีความหมายมากกว่านั้น

Borko (1968) ได้ให้ความหมายของ Information science (ภายหลังจากที่ The American Documentation Institute ได้เปลี่ยนชื่อเป็น The American Society for Information Science) เอาไว้ว่า เป็นสาขาวิชาที่ว่าด้ายการสำรวจตรวจสอบคุณสมบัติและพฤติกรรมของสารสนเทศ กระบวนการส่งผ่านสารสนเทศ และวิธีการที่จะทำให้สารสนเทศสามารถเข้าถึงได้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นความรู้เกี่ยวกับการรวบรวม จัดเก็บ ค้นคืน แปรผล ส่งผ่าน ปฏิรูป และใช้งานสารสนเทศ เป็นการนำเสนอสารสนเทศทั้งในระบบธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นมา โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการจัดการ สารสนเทศศาสตร์เป็นสหวิทยาการที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นๆด้วยจำนวนมาก เช่น คณิตศาสตร์ ปรัชญา ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา วิทยาการคอมพิวเตอร์ กระบวนการวิจัย ศิลปกรรม การสื่อสาร บรรณารักษศาสตร์ การจัดการ และอื่นๆ มีองค์ประกอบเป็นทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (pure science) และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (applied science) ในการพัฒนา ผลิต และบริการสารสนเทศ

Saracevic (1999) ได้กล่าวถึงกรอบความคิดของคำว่าสารสนเทศและสารสนเทศศาสตร์เอาไว้ว่า เป็นการยากที่จะให้คำอธิบายศัพท์ของคำดังกล่าว ทั้งในแง่ของวิชาการและในแง่ของวิชาชีพ เนื่องจากสามารถมองต่างกันได้หลายมุม สารสนเทศศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทมากขึ้นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) หรือในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 (ปี ค.ศ. 1950-1959) สาเหตุมาจากการเริ่มนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บ รวบรวม ประมวลผล เผยแพร่และค้นคืนข้อมูล (information retrieval-IR) อย่างเป็นระบบ และต่อมายิ่งมีวิวัฒนาการมากขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก นอกจากในแง่ของความเป็นสหสาขาวิชาที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว สารสนเทศศาสตร์ยังเป็นศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคมและมนุษย์ในบริบทต่างๆเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการศึกษาความต้องการและการเข้าถึงสารสนเทศของมนุษย์ พฤติกรรมของผู้ใช้ในการแสวงหาสารสนเทศให้ตรงกับความต้องการของตน และการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบการสืบค้นสารสนเทศ

คำว่า information เริ่มนำมาใช้กับห้องสมุดเฉพาะทาง มาตั้งแต่ปี 1915 ซึ่งห้องสมุดเฉพาะทางหรือศูนย์เอกสารดังกล่าว จะเน้นจัดเก็บเอกสารมากกว่าจะจัดเก็บหนังสือแบบห้องสมุดทั่วไป ในยุคกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยจัดทำฐานข้อมูล จัดทำระบบเพื่อการค้นคืน (IR) ตามสาขาวิชาเฉพาะต่างๆโดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ข้อมูลเดิมที่จัดเก็บในรูปแบบเอกสาร (Documentation) จึงได้กลายมาเป็นข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น จึงหันมาใช้คำเรียกจากเอกสาร มาเป็นสารสนเทศ (Information) แทน และคำเรียกชื่อศาสตร์ของการดำเนินงาน เปลี่ยนความนิยมจากคำว่า documentation science กลายมาเป็น information science และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่เดิมเคยเรียกว่า documentalist กลายมาเป็น information scientist หรือ information specialist นั่นเอง (Williams, 1998)

ดังนั้น สารสนเทศศาสตร์ (information science) ตามคำจำกัดความโดย The American Society for Information Science and Technology (ASIS&T), Borko (1968), Griffith (1980) จึงหมายถึง “ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ การรวบรวม การจัดระเบียบ การแปรผล การจัดเก็บ การค้นคืน การเผยแพร่ การแปลงรูป และการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ ทั้งนี้ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อการนั้น”

จะเห็นได้ว่า สังคมในยุคข้อมูลข่าวสาร (information society) หรือคลื่นโลกที่สาม ที่เกิดขึ้นหลังจากยุคอุตสาหกรรม ได้เริ่มต้นในราวปี 1955 เป็นต้นมา ซึ่งบางคนเรียกว่าเป็นยุค post-industrial (Bell, 1973) หรือ post-capitalist (Drucker, 1994) กลางศตวรรษที่ 20 เป็นยุคที่มีความเจริญเติบโตของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอันมาก มีการตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารผลงานวิจัย ซึ่งเป็นวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ (scientific literature) จำนวนมาก ทำให้เกิดการล้นทะลักของสารสนเทศในปริมาณที่มหาศาล (information explosion) ดังนั้น ในยุคหลังจากปี ค.ศ. 1960 จึงมีกระบวนการรวบรวมจัดเก็บเอกสาร และค้นคืนวรรณกรรม โดยการจัดทำฐานข้อมูลดรรชนีวารสารและวารสารสาระสังเขปในสาขาวิชาต่างๆ และมีการเริ่มสร้างระบบจัดเก็บและค้นคืนเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ตรงกับความต้องการ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย และได้มีวิวัฒนาการกันอย่างต่อเนื่อง เรื่อยมาจนถึงยุคของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายไร้สายในปัจจุบัน

ในยุคแรกๆ ทิศทางของสารสนเทศศาสตร์ จะเป็นเรื่องของการค้นคืนสารสนเทศ การวิเคราะห์การอ้างอิงผลงานวิจัย การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยด้วยดัชนีวรรณกรรม (bibliometrics) ทฤษฎีสารสนเทศ ทฤษฎีระบบงานห้องสมุดทั่วไปและระบบห้องสมุดอัตโนมัติ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ การศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ และทฤษฎีการทำดรรชนี เป็นต้น ปัจจุบันมีทิศทางใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น การสืบค้นอินเทอร์เน็ต เซิร์ชเอนจิ้น การค้นคืนแบบมัลติมีเดีย การค้นคืนแบบหลากหลายภาษา และ ระบบห้องสมุดดิจิทัล เป็นต้น

ปัจจุบันเราอยู่ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของสังคมฐานความรู้ (knowledge based society) หรือสังคมเศรษฐกิจกิจฐานความรู้ (knowledge based economy society) ซึ่งอาศัยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นตัวขับเคลื่อน จะเห็นได้ชัดว่า พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของผู้ใช้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหันมานิยมใช้ search engines ที่ทันสมัย เช่น Yahoo!, Google, Bing ในการค้นคืนสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น นอกเหนือจากสารสนเทศที่เป็นบริการของห้องสมุด อีกทั้งมีการแสวงหาสารสนเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Blog, Wiki, Facebook มากขึ้น และผู้ใช้สามารถแสวงหาสารสนเทศและความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างสะดวกง่ายดาย เหล่านี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของกรอบแนวคิดวิชาสารสนเทศศาสตร์ ในอนาคต

อนาคตของสารสนเทศศาสตร์

บรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง สารสนเทศศาสตร์จะมีความเป็นสหวิทยาการมากกว่า แม้ว่าบางครั้งทั้งสองคำถูกนำมารวมกันเป็น บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ แต่เมื่อเทียบกับวิทยาการคอมพิวเตอร์แล้ว สารสนเทศศาสตร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยจะเน้นการจัดการเนื้อหา และคำนึงถึงผู้ใช้มากกว่า ตัวอย่างเช่น การสร้างระบบผู้เชี่ยวชาญ การสร้างฐานความรู้ การสร้างไฮเปอร์เท็กซ์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และระบบคอมพิวเตอร์ และระบบห้องสมุดดิจิทัล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าคิดคือ ขณะนี้ เป็นยุคทองของสารสนเทศ (information) ซึ่งต่อยอดประสิทธิผลกลายมาเป็นความรู้ (knowledge) ทุกสาขาอาชีพทั้งนักวิชาการ นักวิจัย และนักธุรกิจในวงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ การบริหารจัดการ ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน และอื่นๆ ต่างพากันก็หันมาสนใจ information กันอย่างแพร่หลายในมิติและมุมมองต่างๆ ภายหลังจากการมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดการสารสนเทศกันมากขึ้น ดังนั้น จึงดูเหมือนว่า information science เป็นศาสตร์ที่กำลังมีคู่แข่งขันที่หลากหลายรอบด้าน และอาจเป็นไปได้ที่จะถูกทับถมให้จมลงไป จนสูญเสียความเป็นเจ้าของและผู้เชี่ยวชาญทางด้าน information ด้วยเช่นกัน

ทางด้านการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องเพื่อความก้าวหน้าของวิชาชีพ สำหรับทางบรรณารักษศาสตร์จะมีสมาคมหรือกลุ่มวิชาชีพที่สำคัญของวงการในระดับนานาชาติที่ดูแลเรื่องนี้ คือ The American Library Association (ALA) ส่วนวิทยาการคอมพิวเตอร์จะมี Association for Computing Machinery (ACM) ในขณะที่สารสนเทศศาสตร์แม้ว่าจะมีสมาคม The Amercian Society for Information Science and Technology (ASIS&T) แต่ไม่ได้มีกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่องทางด้านนี้มากนัก ความกังวลอีกอย่างหนึ่งคือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยในอนาคต อาจทำให้สารสนเทศศาสตร์หมดความหมายในสายตาของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หากทำการศึกษาวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่าง สารสนเทศ/องค์ความรู้ + ระบบ/เทคโนโลยี + มนุษย์/สังคม รวมทั้งการศึกษาวิจัยผู้ใช้และพฤติกรรมการใช้สารสนเทศอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรายังจะคงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ให้แก่สังคมสืบไป

สำหรับแนวคิดใหม่เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งหลายคนเริ่มเห็นด้วยแล้ว เกิดขึ้นเมื่อ Zins (2006) ได้เริ่มเสนอแนวคิดว่า information science นั้น เป็นศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับ data, information และ knowledge ด้วยกันทั้งหมด ทั้ง 3 คำมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และ knowledge เป็นขั้นที่สูงสุด คำเดิมที่ใช้คือ information science จะมุ่งเน้นสารสนเทศในแง่ของวัตถุ แต่ knowledge science จะมุ่งเน้นจิตใจและการรับรู้ของมนุษย์ผู้รับสารมากกว่า ในขณะที่ ความหมายของระบบสารสารเทศ (information systems) นั้น ครอบคลุมเฉพาะการสร้าง จัดเก็บ และเผยแพร่สารสนเทศ (information) แต่กลับกลายเป็นว่า มีสาขาแตกย่อยๆ ซ้อนอยู่ในสาขานี้ เช่นคำว่า knowledge organization, knowledge management และยังนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของ information science ด้วย จึงเกิดแนวคิดใหม่ เสนอให้เปลี่ยนมาใช้คำว่า knowledge science แทน คำว่า information science ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ คงเป็นเรื่องที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ในแวดวงวิชาการสารสนเทศศาสตร์ ทั้งนี้ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาศาสตร์แขนงนี้ ให้ก้าวหน้าต่อไปในศตวรรษที่ 21

รายการอ้างอิง

  • Bell, D. (1973). The coming of the post-industrial society: A venture in social forecasting. New York: Basic Books.
  • Borko (1969). Information science. What is it ? American Documentation 19, 3-5.
  • Buckland, M. K. (1991). Information as thing. Journal of the American Society for Information Science 42, 351-360.
  • Capurro, R. and Hjørland, B. (2003). The concept of information. In B. Cronin (Ed.), Annual Review of Information Science and Technology. Vol. 37, Chapter 8, pp. 343-411. Retrieved from http://www.capurro.de/infoconcept.html
  • Floridi, L. (2010). Information: A Very Short Introduction. NewYork: Oxford University Press.
  • Shannon, C. E. (1948). A mathematical theory of communication. Bell System Technical Journal 27, 379-423 and 623-656.
  • Drucker, P. F. (1993). Post Capitalist Society. New York: Harper Business.
  • Griffith, B. C. (1980). Eugene Garfield. In The ALA world encyclopedia of library and information services. Chicago: American Library Association.
  • Saracevic, T. (1999). Information science. Journal of the American Society for Information Science 50, 1051-1063. Retrieved from http://comminfo.rutgers.edu/ ~tefko/ JASIS1999.pdf
  • Williams, R. V. (1998). The Documentation and Special Libraries Movement in the United States, 1910-1960. In: T. B. Hahn & M. Buckland (Eds.), Historical Studies in Information Science (pp. 173-180). Medford, NJ: Information Today, Inc.
  • Zins, C. (2006). Redefining information science: from “information science” to “knowledge science”. Journal of Documentation Science 62, 447-461.

Someday there might even be a section labeled “Information Science” in bookstores. Probably none of us will live that long, but one can dream. – Howard D. White


Personal Tools