ความหมายของคำว่า ห้องสมุด

Webster's Third New International Dictionary ได้ให้ความหมายของคำว่า Library ว่า “a room, a section or series of sections of a building, or a building itself given over to books, manuscripts, musical scores, or other literary and sometimes artistic materials (as paintings or musical recordings) kept in some convenient order for use but not for sale”

Longman Dictionary of Contemporary English ให้ความหมายของ Library ไว้ว่า “a room or building containing books that can be looked at or borrowed”

Encyclopedia Britanica ให้คำจำกัดความของ Library ไว้ว่า “a collection of written, printed or other graphic material (including films, slides, phonography records and tapes)organized for use”

ส่วนในประเทศไทย คำว่า Library ถูกบัญญัติให้ใช้ว่า “ห้องสมุด” โดยใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า “ห้องหรืออาคารที่มีระบบจัดเก็บรวบรวมรักษาหนังสือประเภทต่างๆ ซึ่งอาจรวมทั้งต้นฉบับลายมือเขียน ไมโครฟิล์ม เป็นต้น เพื่อใช้เป็นที่ค้นคว้าหาความรู้”

โดยรวมแล้วความหมายของคำว่า ห้องสมุด หรือ Library ล้วนแต่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน คือหมายถึง อาคารสถานที่ที่มีการรวบรวมข้อมูลความรู้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบที่เป็นวัสดุตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์ โดยมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อให้บริการแก่สาธารณะ

ประวัติศาสตร์ของห้องสมุด

คำว่า Library มาจากศัพท์ภาษาละตินว่า libraria แปลว่าที่เก็บหนังสือ และคำว่า libraria มาจากรากศัพท์ว่า liber แปลว่า หนังสือ โดยในอดีตกาลห้องสมุดทำหน้าที่รวบรวม สะสม ข้อมูลความรู้ต่างๆ เอาไว้ ข้อมูลดังกล่าวนั้นอยู่ในรูปแบบหรือวัสดุที่แตกต่างกันไป เช่น แผ่นดินเหนียว แผ่นหิน ม้วนหนัง กระดาษปาปิรัส ในยุคที่ยังไม่มีการพิมพ์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกจารึกด้วยลายมือเขียน เอกสารเหล่านี้จึงมีความสำคัญและถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมากในยุคโบราณ ดังนั้นห้องสมุดในยุคแรกๆ จึงอยู่ในราชสำนักหรือศาสนสถานที่ได้รับการค้ำชูจากชนชั้นสูงหรือนักปราชญ์ในราชสำนัก

จุดกำเนิดของห้องสมุดเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฎชัด แต่จากการขุดค้นของนักโบราณคดีได้พบห้องสมุดที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งคือ ห้องสมุดของพระเจ้าซาร์กอน แห่งอัสซีเรีย (ราว ๓,๐๐๐ ปีคริสตกาล) มีการรวบรวมแผ่นดินเหนียวบันทึกอักษรรูปลิ่ม นับเป็นบันทึกเรื่องราวของอาณาจักรอัสซีเรียซึ่งถือว่าเป็นจักรวรรดิแรกๆ แห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (แถบลุ่มน้ำไทกริสและยูเฟรตีส) ต่อมาเมื่อดินแดนแถบนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้น ได้มีการเก็บรวบรวมบันทึกต่างๆ ไว้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซีย อัคคาเมเนีย อียิปต์ เป็นต้น

(ซ้าย) อักษรรูปลิ่ม หรืออักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ประดิษฐ์โดยชาวสุเมเรียน นับเป็นการประดิษฐ์ตัวอักษรครั้งแรกของโลก (ขวา) ภาพเขียนหอสมุดอเล็กซานเดรีย


ในสมัยที่อียิปต์ครอบครองความยิ่งใหญ่บนแผ่นดินแถบนี้ มีหอสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นและยังคงอยู่สืบมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ หอสมุดอเล็กซานเดรีย (Library of Alexandria) นักประวัติศาสตร์ได้ยกย่องให้ที่แห่งนี้เป็นคลังความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคโบราณ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่ ๑ (Egypt's King Ptolemy I) ราว ๒,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล มีการเก็บรวบรวมข้อมุลในทุกแขนงวิชาไว้อย่างเป็นระบบมากที่สุด โดยมีการบันทึกว่ามีการเก็บรักษาม้วนปาปิรัสไว้มากถึงกว่า ๕ แสนม้วน ทั้งหมดได้รับการจัดแบ่งหมวดหมู่ ทำบทวิจารณ์ บทคัดย่อ เรียกว่าแทบจะเหมือนกับห้องสมุดในยุคปัจุบันเลยก็ว่าได้ หอสมุดอเล็กซานเดรียได้รับความเสียหายครั้งใหญ่ในยุคของพระนางคลีโอพัตรา จากการเข้ารุกรานของจักรวรรดิโรมัน นำโดย จูเลียต ซีซ่าร์ เขาสั่งเผาเมืองอเล็กซานเดรียวอดไปกว่าครึ่งเพื่อจับกุมพวกกบฎ ทำให้หอสมุดแห่งนี้เสียหายอย่างหนัก ม้วนปาปิรัสถูกทำลายไปเกือบครึ่ง และส่วนหนึ่งถูกทหารโรมันเอาทำเป็นเชื้อไฟต้มน้ำร้อนอาบ

ในปัจจุบันมีห้องสมุดที่มีความสำคัญมากมายทั่วโลก อาทิ ห้องสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส (Bibliotheque National de France) หอสมุดแห่งชาติอังกฤษ (British Library) หรือ หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๐๐ จัดเก็บข้อมูลทุกประเภทกว่า ๑๕๐ ล้านรายการ เฉพาะหนังสือมีอยู่มากกว่า ๓๐ ล้านเล่ม มีอัตราการเพิ่มของข้อมูลเป็นหลักพันต่อวัน

ห้องสมุดในประเทศไทย

ห้องสมุดในประเทศไทยเริ่มมีครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฎ แต่ในสมัยสุโขทัย มีการบันทึกเรื่องราวรวมถึงพระคัมภีร์ต่างๆ ลงบนใบลาน ซึ่งในราชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก (พ.ศ. ๑๘๒๖) มีการจารึกลงบนแผ่นหินที่เราเรียกว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งกลายมาเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ชิ้นแรกของไทย

ต่อมามีการส่งสมณฑูตไปศึกษาพระธรรมที่ลังกา ศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์จึงเข้ามายังแผ่นดินสุวรรณภูมิในตอนนั้น มีการจดบันทึกพระไตรปิฎกและคัมภีร์ลงบนใบลาน นำมาผูกเรียงด้วยเชือกแล้วพับเป็นทบ เรียกว่า หนังสือใบลาน แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ยังเรือนหรือหอที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ เรียกกันว่า หอไตร จึงอาจจะอนุมานได้ว่า หอไตรเหล่านั้นเองคือห้องสมุดแห่งแรกของไทย

หลังจากที่มีอักษรไทยใช้ จึงได้มีการแต่งวรรณกรรมขึ้นมาหลายฉบับ อาทิ ไตรภูมิพระร่วง (ทรงพระราชนิพนธ์โดยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไทย) ในปี พ.ศ. ๑๘๘๘) สุภาษิตพระร่วง ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นต้น

ในสมัยอยุธยา มีการแต่งวรรณกรรมมากมายหลายฉบับ อาทิ โองการแช่งน้ำ ลิลิตพระลอ มหาชาติคำหลวง ฯลฯ และในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการแต่งวรรณกรรมขึ้นมากมายจนกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีไทย มีการสร้างหอไตรและหอเก็บหนังสือหรือที่เรียกว่า หอหลวง ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังเพื่อเก็บหนังสือของทางราชสำนัก แต่ต่อมาถูกทำลายเมื่อครั้งเสียกรุง

(ซ้าย) จารึกตำราแพทย์แผนไทยบนแผ่นหินบริเวณศาลารายในวัดโพธิ์ (ขวา) สำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี


ล่วงเข้าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง หอพระมณเฑียรธรรม ไว้ภายในพระบรมมหาราชวังเพื่อเก็บพระไตรปิฎก สมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ หรือวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกสรรพตำราต่างๆ มาชำระและบันทึกใหม่ โดยบันทึกลงบนแผ่นศิลาและนำมาประดับไว้ภายในวัด บ้างจารึกเป็นรูปเขียน รูปปั้น พร้อมจารึกความรู้ต่างๆ ลงไปประกอบ อาทิ ตำรายาโบราณ ตำราแพทย์โบราณ ตำรับการนวดแผนไทย จนกล่าวได้ว่าวัดพระเชตุพนฯ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และยังถือเป็นห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของไทยอีกด้วย

ด้วยเหตุที่ในสมัยโบราณยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ เอกสารทุกอย่างต้องใช้วิธีการบันทึกด้วยลายมือทั้งสิ้น โดยบันทึกลงในสมุดไทยที่ทำจากใบลานหรือใบข่อย ตัดเป็นแผ่นพับทบไปมาเรียกว่าสมุดข่อยหรือสมุดใบลาน เมื่อบันทึกลงสมุดดังกล่าวแล้วมีการจัดเก็บรวมกัน เราจึงเรียกว่า ห้องสมุด แต่คำว่า ห้องหนังสือ หรือ หอหนังสือ ก็มีปรากฏใช้ในสมัยอยุธยาตอนกลางในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ได้บันทึกไว้ว่า “สมเด็จพระนารายณ์รับสั่งให้พระโหราธิบดีรวบรวมกฎหมายเหตุที่มีอยู่ในหอหนังสือมาเรียบเรียงเป็นพงศาวดาร” แต่ถึงกระนั้นคำว่า ห้องสมุด ก็ถูกบัญญัติขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และใช้กันสืบเนื่องมาแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามาในประเทศสยามแล้วก็ตาม

ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชโองการประกาศจัดการ หอพระสมุดวชิรญาณ ให้เป็น หอสมุดสำหรับพระนคร หลังจากที่เสด็จทอดพระเนตรกิจการหอสมุดแห่งชาติอังกฤษและหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร มีพระราชดำริว่า หอพระสมุดวชิรญาณนั้นเป็นหอพระสมุดสำหรับราชสกุล แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในทางวิชาการความรู้ยังไม่กว้างขวาง เพราะส่วนมากเป็นสมาชิกและอยู่ในวงแคบ หากขยายกิจการหอพระสมุดออกไปให้เป็น หอสมุดสำหรับพระนคร เพื่อพสกนิกรจะได้แสวงหาประโยชน์ต่างๆ ได้จากการอ่านหนังสือ คงจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น

ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครออกเป็น ๒ หอ คือ หอพระสมุดวชิราวุธ ตั้งอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุให้เป็นที่เก็บหนังสือฉบับพิมพ์และ หอพระสมุดวชิรญาณ ให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือฉบับตัวเขียน

ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “สำนักหอสมุดแห่งชาติ” สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งอยู่บริเวณท่าวาสุกรี ถนนสามเสน เขตดุสิต


รายการอ้างอิง

  1. เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” [Online] Available from : URL : http://janghuman.wordpress.com
  2. The History of the Library. Available from : URL : History Magazine

อภิชัย อารยะเจริญชัย 2009/04/20 18:39


Personal Tools