การจัดการความรู้ (KM)

แนวความคิด

ใช้ KM เป็นเครื่องมือบริหารและพัฒนาองค์กร เพื่อทำให้งานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข เป็นหน่วยงานที่มีกระบวนการจัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร โดยการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำระบบจัดเก็บให้เป็นสินทรัพย์หรือทุนทางความรู้และปัญญา (Knowledge Capital / Intellectual Capital) ยกระดับความรู้ให้สูงขึ้น ทำให้ความรู้ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดเป็นองค์กรที่มีชีวิต (Living Organization) องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) และกลายเป็นองค์กรอัจฉริยะ (Intelligent Organization) ได้ในที่สุด

ลักษณะของบุคลากรและองค์กร

ค่านิยมขององค์กร (Core Values) และข้อกำหนดสมรรถนะ (Competency) ของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดล สอดคล้องกับทฤษฎีของ Peter Senge หรือวินัย 5 ประการ (The Five Disciplines) ของการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และบุคคลเรียนรู้ ได้แก่

  1. Personal Mastery : ความเชี่ยวชาญ ความรอบรู้แห่งตน
  2. Mental Models : แบบแผนทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ
  3. Building Shared Vision : การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม
  4. Team Learning : การเรียนรู้เป็นทีม
  5. Systems Thinking : การคิดอย่างเป็นระบบ มองเห็นภาพรวม (The Fifth Discipline)

บทบาทของหน่วยงาน ที่มีต่อองค์กร

ตามแผนการปรับโครงสร้างขององค์กร (Organization Structure) ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2552 (โดยบริษัท Hay Group) ตามแผนผังแบบจำลองการดำเนินการ (Operating Model) ได้กำหนดบทบาทของงานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ให้มีภารกิจหลักในการเป็น Knowledge and Content Management ขององค์กร และทำงานในลักษณะเป็น Shared Services คือให้บริการแก่หน่วยงานอื่นๆ และร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานอื่นๆ ในองค์กร และทำหน้าที่เป็น Enabler คือ ทำหน้าที่เชิงรุกในการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนกิจกรรมทั่วไปภายในคณะ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

km.jpg

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของหน่วยงาน Knowledge and Content Management

  1. บริการสารสนเทศทางวิชาการในรูปแบบของห้องสมุด และห้องสมุดดิจิตัล รวบรวม จัดซื้อ จัดหา เก็บรักษา เผยแพร่ และให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ ทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ พัฒนาระบบและสร้างคลังความรู้ออนไลน์ ที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่เป็นนักศึกษา นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป และสังคมไทย
  2. บริหารจัดการข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นศูนย์กลางหรือคลังความรู้ รวมทั้งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องต่างๆ ทั้งในแง่วิชาการ และประสบการณ์จริง
  3. รวบรวม จัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบให้แก่หน่วยงานต่างๆ
  4. ให้บริการจัดหาข้อมูลที่สำคัญในการทำวิจัย
  5. ให้บริการการใช้สื่อการสอน สื่อมัลติมีเดีย หรือบทเรียนออนไลน์
  6. ดำเนินงานการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Knowledge Management
  7. บริหารจัดการและพัฒนาเว็บไซต์ของคณะวิทยาศาสตร์ รวมทั้งประสานงานกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ วิเทศสัมพันธ์ เพื่อทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมและผลงานของคณะวิทยาศาสตร์ ออกสู่สาธารณะผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต

เครื่องมือและเทคนิคในการทำ KM

ลำดับ เครื่องมือ / เทคนิคในการทำ KM การดำเนินงาน
1การประชุม (สัมมนา ปฏิบัติการ) ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ
2Knowledge Sharing : การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบงปันความรู้ ทั้งแบบพบหน้า (Face to Face) และผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น Blog
3Story Telling : เรื่องเล่าเร้าพลัง / การประชุมโดยการเล่าเรื่อง เป็นการถ่ายทอด Tacit Knowledge
4BAR : Before Action Review : การเตรียมพร้อม การเรียนรู้ก่อนทำ
5Peer Assist : เพื่อนช่วยเพื่อน การประชุมซึ่งเชิญสมาชิกจากทีมอื่นมาแบ่งปันประสบการณให้แก่ทีมซึ่งต้องการความช่วยเหลือ
6AAR - After Action Review การเรียนรู้ระหว่างทำ หรือหลังทำ
7Knowledge Asset : การจัดเก็บทรัพย์สินด้านความรู้ โดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น Website, Wiki
8Knowledge-expert Dictionary : การจัดทำดัชนีผู้รู้ หรือ Expert List
9CoP {Community of Practice) : ชุมชนนักปฏิบัติ สร้างความรู้ประเภท tacit knowledge
10R2R (Routine-to-research): งานประจำสู่งานวิจัย สร้างความรู้ประเภท explicit knowledge
11Best Practices : การค้นหาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
12River Diagram, Stair Diagram : ธารปัญญา และบันไดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แผนภาพที่สะท้อนให้เห็นระดับ/ขีดความสามารถ ของทุกแก่นความรู้ หรือสมรรถนะ ตามตารางประเมินตนเอง ของผู้ประเมินทั้งหมดที่เป็นกลุ่มมีประสบการณ์ความสำเร็จในเรื่องเดียวกัน) χ
13Dialogue : สุนทรียสนทนา - Thinking Together และการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
14Just-in-time Knowledge Delivery : ความรู้ทันใจทันเวลา เช่น RSS Feed
15Knowledge Audit : การทบทวนตรวจสอบความรู้ในองค์กร / การวัดประเมินผล χ
16Exit Interview : การเก็บความรู้จากผู้ที่ออกจากองค์กร χ
17Knowledge Capture : การเก็บความรู้จากผู้ที่กำลังทำงานในองค์กร การจับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม


Personal Tools