http://stang.sc.mahidol.ac.th
 
"ห้องสมุด" ที่มีแต่ "หนังสือ" (ประวัติศาสตร์ห้องสมุด)
 

ห้องสมุดในโลกตะวันออก

ทางโลกฝั่งตะวันออกความเจริญก้าวหน้าของห้องสมุดที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน แต่ห้องสมุดก็ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงนักปราชญ์ในราชสำนัก ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา วัสดุที่ใช้สำหรับบันทึกนั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบการบันทึกข้อความไว้บนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นหิน ต่อมาชาวจีนบันทึกข้อความหรือทำจดหมายโดยใช้ซี่ไม้ไผ่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วม้วนเก็บไว้ หรือไม่ก็เขียนลงบนผืนผ้า และเป็นกระดาษในเวลาต่อมา

ตัวอักษรจีนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรภาพ คือการแปรภาพมาเป็นตัวอักษร ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเขียนตัวอักษรจีนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละยุคสมัยตลอดระยะเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ของวิวัฒนาการทางภาษาของจีน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ รูปแบบของตัวอักษรอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินจีนในยุคโบราณจึงมีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามยุคสมัย หรือตามความนิยมของผู้คน

จารึกอักษรจีนโบราณบนกระดองเต่า

จนถึงในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงประกาศให้มีการใช้ตัวอักษรจีนแบบเดียวกันทั้งประเทศ ภายหลังที่พระองค์ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดแล้ว แต่ท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ไม่บรรลุพระประสงค์ทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่าแผ่นดินจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ และประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ยากที่จะบังคับให้ใช้อักษรรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศได้สำเร็จ

องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีนถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือตามพระอารามต่างๆ ชาวบ้านทั่วไปไม่ใคร่จะรู้หนังสือนัก จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ห้องสมุดของจีนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ กว่าจะเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังก็คือในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐

ห้องสมุดบนแผ่นดินสยาม

สำหรับประวัติศาสตร์ของห้องสมุดในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แผ่นดินสุวรรณภูมิในยุคสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ มีการค้นพบโบราณสถานที่คาดว่าเป็นที่เก็บรวบรวมตำรา คัมภีร์ หรือจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่า ครันทาลัย (Granthalaya) หรือคนไทยเรียกว่า บรรณาลัย คำว่า บรรณ หมายถึงหนังสือ คำว่า อาลัย หมายถึงสถานที่ ที่อยู่ อาจเทียบได้กับคำว่า วิทยาลัย บรรณาลัยเหล่านี้ถูกพบในประเทศกัมพูชา มีลักษณะคล้ายปราสาท สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ ส่วนมากจะพบอยู่ภายในเทวสถาน จึงหมายความว่าเอกสารโบราณต่างๆ ถูกรวบรวมไว้โดยบรรดานักบวชเป็นสำคัญ

ปราสาทบันทยสรี (Banteay Srei) ในกัมพูชา มีส่วนที่เป็นบรรณาลัยรวมอยู่ด้วย

ประเทศไทยนั้น เราเริ่มมีการใช้อักษรไทยในสมัยแผ่นดินสุโขทัย แต่เดิมทีนั้นอาณาจักรนี้เป็นเมืองขึ้นของพวกขอม ต่อมาเมื่อปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงได้สถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นและประกาศอิสรภาพ มีการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงวัฒนธรรมการใช้ภาษา ในรัชสมัยสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก (ราวปี พ.ศ. ๑๘๒๖) โดยยังคงได้อิทธิพลมาจากภาษาขอมโบราณ นำมาประยุกต์ให้เป็นภาษาไทยเรียกว่า “ลายสือไทย” มีข้อความตอนหนึ่งบันทึกไว้ในศิลาจารึกหลักที่หนึ่งความว่า “เมื่อก่อนลายสือไทยนั้นบ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้”

ในสมัยโบราณชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่รู้หนังสือ การอ่านการเรียนหนังสือเป็นสิทธิ์ของเจ้านายในราชสำนัก หรือพวกข้าราชสำนัก เจ้าขุนมูลนายในรั้วในวัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องการใฝ่หาความรู้มากนัก เรื่องของห้องสมุดจึงไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีขึ้นแล้วเมื่อไทยเริ่มมีการใช้ภาษาเป็นของตนเอง แต่น่าจะคงอยู่ในราชสำนัก เป็นห้องสมุดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และอีกสถานที่หนึ่งที่น่าจะมีการเก็บรวบรวมสรรพตำราต่างๆ รวมถึงพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาคือที่วัด และวัดที่มีการจัดเก็บทำนองนี้ก็สันนิษฐานได้ว่าต้องเป็นวัดที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าแผ่นดิน

ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือสำคัญไว้เล่มหนึ่งคือ “เตภูมิกถา” หรือ ไตรภูมิพระร่วง (ราวปี พ.ศ. ๑๘๘๘) เป็นการรวบรวมเรื่องราวทางพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาหลากหลายเรื่อง จัดเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของไทย กล่าวถึงการก่อกำเนิดภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และเล่าถึงการเกิดของสรรพชีวิตต่างๆ โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์โบราณ เตภูมิกถาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณากรรมชิ้นแรกของประเทศไทย

หลักศิลาจารึก ของสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เอกสาร หนังสือราชการ หรือบันทึกต่างๆ นั้น จารึกลงบนใบลาน แล้วนำมาผูกเรียงต่อกันพับทบซ้อนเป็นชั้นๆ เรียกว่า หนังสือผูก มีการสร้างสถานที่เก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า หอหลวง เพื่อเก็บรักษาเอกสารของราชสำนักเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ นี่จึงอาจจะอนุมานได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของห้องสมุดของประเทศไทยก็ว่าได้

ล่วงเข้าสู่แผ่นดินกรุงศีอยุธยา เป็นช่วงที่ประชาชนกินดีอยู่ดี แผ่นดินร่วมเย็นเป็นสุข ปราศจากศึกสงคราม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เมื่อประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างปรกติสุข จึงเริ่มมีเวลาหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆบรรดาผู้มีทรัพย์ส่วนใหญ่จึงมักส่งบุตรหลานของตนไปร่ำเรียนวิชาตามสำนักวิชาต่างๆ ทั้งสรรพวิชาความรู้ในทางโลกและทางธรรม รวมทั้งศิลปวิชาการต่อสู้ ซึ่งนอกจากสำนักวิชาที่มีอยู่ทั่วไปแล้วอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งศึกษาวิชาความรู้ก็คือวัด

หนังสือผูก หรือหนังสือใบลานของไทย (ภาพจากเว็บกาญจนาภิเษก)

ภายหลังที่มีการใช้ภาษาไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ตำราต่างๆ จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่เพียงในราชสำนักอีกต่อไป โดยเฉพาะคัมภีร์ทางพุทธศาสนา วัดอารามต่างๆ มีการคัดลอกและเก็บรวบรวมพระคัมภีร์เหล่านี้ไว้ และยังรวมถึงตำราความรู้ในทางโลกอีกด้วย มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บรักษา เรียกว่า หอไตร เก็บรักษาหนังสือผูกหรือหนังสือใบลานซึ่งบางส่วนยังคงหลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน

ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับได้ว่าเป็นยุคทองหรือยุครุ่งเรืองของวรรณกรรมไทย มีการประพันธ์หนังสือและวรรณกรรมมากมายหลายเรื่อง นั่นหมายถึงมีการพัฒนาการทางภาษาอย่างดียิ่ง เมื่อมีการสร้างวรรณกรรมมากมายจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บรักษา ดังนั้นจึงน่าจะมีการสร้างห้องสมุดขึ้นเพียงแต่ในยุคนั้นน่าจะยังคงเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลเหมือนในสมัยสุโขทัย คือเป็นห้องสมุดส่วนตัวของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือบรรดาเศรษฐีต่างๆ มากกว่า เว้นแต่ตำราทางศาสนาที่มีการเก็บรักษาและใช้อยู่ภายในวัด

 
 
เริ่มเมื่อ 4 ธันวาคม 2552
ปรับปรุงครั้งล่าสุด : 5 ธันวาคม 2552
งานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โทรศัพท์ 0-2201-5710 โทรสาร 0-2354-7144 e-mail : lisc@mahidol.ac.th