เมื่อหายอยากจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ก็เกิดอาการหิวหนังสือขึ้นมา
จึงไปเดินดูร้านหนังสือ เดินดูจนทั่วแต่ก็ไม่กล้าซื้อเหมือนที่ใจหิว
หยิบเล่มโน้นขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ หยิบเล่มนี้ขึ้นมาก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ
เหตุผลก็คือมันแพง แพงจนทำให้ผมต้องคิดแล้วคิดอีก ท้ายสุดก็จำเป็นต้องซื้อ
เพราะหิว ผมจึง 'เลือก' ซื้อเล่มที่คิดว่าจะอ่านก่อน ส่วนเล่มที่อยากอ่านก็ยังไม่ซื้อ
ผมพบว่าการเข้าร้านหนังสือคราวนี้ มันทำให้นิสัยการซื้อหนังสือของผมเปลี่ยนแปลงไป
คือเริ่มรู้จักประหยัดกับการซื้อหนังสือขึ้นมา
ก่อหน้านั้นผมไม่เคยมีนิสัยประหยัดกับการซื้อหนังสือ
เข้าร้านหนังสือได้ก็พลิกๆ ดู เล่มไหนน่าสนใจก็หยิบ หยิบซื้อ ซื้อ
เก็บเอาไว้ก่อน เมื่อมีเวลาก็มาตะลุยอ่านทีหลัง แม้บางเล่มซื้อมาแล้วไม่เคยอ่านเลยก็เคยมี
ไม่เคยนึกเสียดายเงิน เพระาหนังสือมีราคาถูกมาก และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผม
แต่กลับมาคราวนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้อีกแล้ว หนังสือมันเพง
(บางเล่มโคตรแพงเลย)
ก็ดี สร้างนิสัยให้ผมประหยัดดี จะได้มีกะตังค์ไว้ืซื้อเหล้านอกกิน
เพระาเดี๋ยวนี้มันมีขายอยู่ทั่วไปหมดเลยนี่ แม้แต่ในอำเภอเล็กๆ
ต่างจังหวัดก็ยังมีเหล้านอก-ของแพงขาย แต่ไม่มีร้านพ็อกเก็ตบุ๊ค
เมื่อ 'เลือก' ซื้อหนังสือของคนอื่นที่ผมอยากอ่านแล้ว
ก็กลับมาดูหนังสือของตัวเอง ผมตกใจ ตกใจที่เห็นหนังสือของตัวเองมีราคาถูกที่สุดในร้าน
ในความหมายของจำนวนหน้าเท่าๆ กัน และต้องตกใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นว่าหนังสือของผมเป็นหนังสือของนักเขียนไทยเพียงคนเดียวที่ยังโบราณพิสดารพิมพ์กระดาษบรู๊ฟอยู่
ทุกคนเขาเปลี่ยนไปพิมพ์กระดาษปอนด์กันหมดแล้ว
ที่ผมตกใจก็เพราะกลัวว่า ผมจะเป็นคนตกสมัย (ไม่ทันเพื่อน)
หลังจากวันนั้น ผมไปไหนมาไหนก็พยายามถามเขาอยู่เรื่อยว่า
"เดี๋ยวนี้หนังสือแพงไหม?"
แม้แต่เมื่อตอนเมื่อผมเข้าโรงพยาบาล ไปทำกายภาพบำบัดอยู่เดือนหนึ่ง
ผมก็ถาคุณหมอ คุณหมอท่านก็บอกว่า 'เดี๋ยวนี้กระดาษมันแพงนี่คะ
ต้องเห็นใจเขา' ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงคิดเช่นกัน ผมก็อธิบายให้คุณหมอฟังว่า
ไอ้กระดาษ (บรู๊ฟ) ที่ถูกๆ ก็มี แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่พิมพ์กันแล้ว
เพราะพิมพ์แล้วมันไม่สวย ได้เงินน้อยอีกต่างหาก เขาจึงเลือกพิมพ์กระดาษปอนด์
จัดรูปเล่มให้สวยๆ หนังสือมันจึงแพง
อย่างไรก็แล้วแต่ ที่เล่ามาให้ฟังนี่อย่าเพิ่งตกใจ
ผมยังไม่คิดอยากจะทำหนังสือสวย-หนังสือแพงหรอกครับ
เพราะคิดว่าสิ่งที่ถูกนั้น ควรจะทำอย่างไรให้หนังสือมีราคาถูก
เพื่อว่าจะได้กระจายไปให้คนอ่านในวงกว้างได้ (โดยเฉพาะนักเรียน
นักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้อะไร) ถ้าหนังสือมีราคาถูก พวกเขาก็จะพอมีกำลังซื้อไปอ่านกันได้
ซึ่งก็เหมาะกับประเทศของเราในเวลานี้ ที่ต้องการให้คนอ่านหนังสือมากๆ
จะได้เป็นฐานในการพัฒนาประเทศ
คิดได้ดังนี้แล้ว ผมจึงตัดสินใจกำหนดให้สำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือของผมด้วยกระดาษบรู๊ฟต่อไป
จนกว่าจะไม่มีกระดาษบรู๊ฟให้พิมพ์ หรือไม่ก็จนกว่ากระดาษปอนด์จะมีราคาต่ำกว่ากระดาษบรู๊ฟ
ถ้าโลกมันกลับอย่างนั้นแล้ว ถึงวันนั้นค่อยมาว่ากันอีกที
ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมสำนักพิมพ์จึงติดรูปแบบความสวยงามของหนังสือกันนัก
ในเมื่อประเทศของเรายังยากจนอยู่ อะไรประหยัดได้ก็ควรช่วยกันประหยัดคนละไม้คนละมือ
ไม่ใช่เอาความสวยงามฟุ้งเฟ้อมาหลอกกัน ที่น่าตลกก็คือ รูปแบบของการทำหนังสือสวยนี้ลามเข้ามาระบาดกับหนังสือที่มีคนอ่านอยู่ไม่กี่พันคนด้วย
นี่แสดงว่ามันลากกันไปทั้งระบบแล้ว คือระบบ 'ทำของสวยหลอกคน' แล้วขายแพงๆ
ใช้วิธีโฆษณาช่วยกระตุ้นการขาย เพื่อจะได้ขายได้เยอะๆ มีกำไรเยอะๆ
เข้าระบบทุนนิยมเต็มขั้น
อะไรมันทำให้เขาคิดเช่นนั้น หรือว่าเมื่อก่อนเขาเคยคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว
แต่โอกาสไม่อำนวย?
ผมว่าถ้าจะทำหนังสือสวยกันแล้ว
สำนักพิมพ์ควรมีทางออกให้คนอ่านได้เลือกบ้าง สำนักพิมพ์ควรพิมพ์หนังสือออกมาทั้งสองอย่าง
อย่างแพงและอย่างถูก ใครมีเงินอยากเก็บหนังสือสวยก็ซื้อแพงหน่อย
ส่วนใครไม่มีสตางค์ แต่อยากอ่าน ก็ซื้ออย่างถูกไปก่อน ทั้งสอคนได้อ่านเรื่องเดียวกัน
อย่างนี้มันถึงจะยุติธรรม
คนจนๆ จะได้มีโอกาสอ่านหนังสือบ้าง ได้โปรดให้โอกาสผู้บริโภคบ้างเถอะครับ
ก๋วยเตี๋ยวเขายังมีชามธรรมดากับชามพิเศษเลยนี่
นับประสาอะไรกับหนังสือ ทำไมจะทำไม่ได้
ที่พูดมานี่เพียงแต่ยกตัวอย่างเท่านั้นนะครับ
ไม่เคยคิดจะทำหนังสือสวยหลอกคนอ่าน ไม่เคยอยากให้คนอ่านหนังสือของผมต้องอ่านหนังสือแพง
(แล้วผมสบายคนเดียว)
ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสำนักพิมพ์งานกระดาษปอนด์ด้วยเหตุผลว่า
'หนังสือจะได้เก็บไว้นานๆ' ตามที่อ้างกัน ผมได้เห็นหนังสือพิมพ์ด้วยกระดาษบรู๊ฟเป็นหนังสือที่พิมพ์ก่อนผมเกิดเสียอีก
ยังมีอายุยืนยาวมาถึงทุกวันนี้ ขออนุญาตอ้างชื่อหนังสือเล่มนั้นเสียหน่อยนะครับ
"คนไทยในฮอลลีวูด" ฉะบับสมบูรณแบบ โดยสุนทร ชูพันธ์
พิมพ์ครั้งที่ 3: พฤศจิกายน 2493 ไม่รู้ว่าเก็บไว้นานอย่างหนังสือเล่มนี้
จะเรียกว่า 'เก็บได้นาน' หรือเปล่า? ผมไม่ทราบ แต่ผมยืนยันว่าผมอ่านมาแล้ว
อย่าได้เอาเหตุผลนี้มาอ้างเลยครับ ฟังไม่ขึ้น
เอาเป็นว่า ใครใคร่พิมพ์อย่างไหนก็พิมพ์ไปเถอะครับ
ส่วนคนอ่านก็รับกรรมไป เพราะเป็นผู้ที่อยู่ปลายระบบ รับเคราะห์ไปตามระเบียบ
ต่อไปนี้ซื้อหนังสือต้องระวังแล้วนะครับ อย่าให้เขาหลอกเอาได้
'เลือก' ดูที่เราอยากอ่านจริงๆ อย่าไปอยากอ่านเพราะปกมันสวย พิมพ์กระดาษอาร์ตการ์ดหาสี
(มีสีพิเศษ) เนื้อในกระดาษปอนด์ ซับกระดาษสา พิมพ์หน้าคั่นกระดาษสี
ฯลฯ อย่าไปให้เขาหลอกนะครับ อย่าไปให้เขาว่าได้ ว่าจนแล้วไม่เจียมกะลาหัว
แต่ถ้าเขาทำหนังสือสวยแล้วหนังสือเล่มนั้นดีจริงๆ
เราก็ต้องซื้อ่าน (เขาบังคับเรานี่หว่า) ทนๆ กันไป ... |