สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง : พิพิธภัณฑ์สตางค์ มงคลสุข (Stang Mongkolsuk Museum)

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วิจิตรศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทุกหนแห่งทั่วประเทศ ทรงสนองพระราชดำริในการช่วยเหลือราษฎร ทรงเห็นว่าการที่ราษฎรมีอาชีพเสริมจะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทุกแห่งที่เสด็จพระราชดำเนินไปนั้น ทรงพบว่า ชาวบ้านล้วนมีฝีมือด้านศิลปหัตถกรรม ทรงอุปถัมภ์บำรุงงานช่างต่าง ๆ ทั้งช่างพื้นบ้านและประณีตศิลป์ พระราชทานแนวพระราชดำรินานาประการเพื่อให้เกิดการพัฒนางาน ทรงเผยแพร่ผลงานศิลปวัฒนธรรมไทยให้กว้างขวาง ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมหาศาล

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักดีว่าประเทศไทยเป็นชาติที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีพระราชประสงค์ที่จะให้โลกรับทราบว่าไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ทรงนำศิลปวัฒนธรรมไทยออกแสดง อาทิ ทรงให้แสดงแบบเครื่องแต่งกายและประเพณีไทยในยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุ มีพัฒนาการ หรือได้รับอิทธิพลจากต่างชาติเข้ามาผสมผสาน แสดงให้เห็นว่าชาติไทยมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมของเราเอง มิใช่อาศัยวัฒนธรรมของชาติอื่นเป็นหลัก

พระราชดำริต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อให้เกิดการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ ส่งเสริม และสืบทอดงานศิลปะโบราณให้ดำรงอยู่อย่างกลมกลืนกับบริบทของสังคมสมัยใหม่ ทรงริเริ่มให้มีการศึกษา ค้นคว้า และทำนุบำรุงงานศิลปะโบราณ ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม วรรณคดี ดนตรี นาฏศิลป์ หัตถศิลป์ ทรงฟื้นฟู รักษา และพัฒนามรดกทางศิลปะของแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรือง

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทราบว่าราษฎรหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศด้านหัตถกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ศิลปะไทยตามภาคต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยแต่ศิลปะเหล่านี้กำลังจะสูญหายไป สมควรที่จะอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติ จึงทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะและพระราชทรัพย์มาช่วยส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎรอย่างเต็มพระกำลัง ด้วยมีพระราชประสงค์เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ราษฎร หาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเพื่อธำรงรักษา ฟื้นฟูงานศิลปหัตถกรรม งานช่างฝีมือของไทยไม่ให้เสื่อมสูญ ทรงรับเด็กผู้ด้อยโอกาสมาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ และโปรดให้ชาวบ้านที่มีทักษะในงานแขนงต่าง ๆ มาเป็นครูผู้ถ่ายทอดความรู้

พุทธศักราช ๒๕๑๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้ความสำคัญเรื่องความเป็นอยู่ของราษฎรมาเป็นอันดับแรก และงานอนุรักษ์เป็นอันดับรอง ซึ่งนับเป็นหลักการทรงงานเกี่ยวกับศิลปาชีพที่สำคัญอย่างยิ่ง งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายตัวเป็นวงกว้าง มีราษฎรที่เป็นสมาชิกกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผลงานของสมาชิกได้นำออกจำหน่ายในร้านค้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยรายได้จากการจำหน่ายกลับคืนเข้าสู่มูลนิธิฯ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือราษฎรและสมาชิกต่อไป

สถาบันสิริกิติ์

พุทธศักราช ๒๕๒๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงฝึกศิลปาชีพขึ้นที่สวนจิตรลดา เพื่อเป็นที่ฝึกหัดเล่าเรียนศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่นับวันจะสูญหาย โดยเฉพาะงานที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ทรงคัดเลือกและให้โอกาสแก่บุตรหลานของเกษตรกรที่ยากจนมาเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้และสืบสานงานศิลปะชั้นสูงของไทย ทรงตรั้งพระราชหฤทัยไว้ว่าผลงานเหล่านี้จะเป็นสมบัติของแผ่นดิน มีพระราชกระแสรับสั่งว่า ศิลปะถือเป็นตัวตนความเป็นไทย เป็นตัวตนของเรา เรามีศิลปะ มีวัฒนธรรม มีภาษาพูด อันนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดของแผ่นดิน ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็ไม่เป็นเรา เราก็ไม่ใช่ประเทศไทย งานช่างประเภทใดที่กำลังจะสูญหายก็โปรดเกล้าฯ ให้อนุรักษ์ไว้ เช่น งานถมทองของภาคใต้ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นงานทำมือที่ต้องใช้ทองคำแท้หนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ซึ่งมีราคาแพง ราษฎรไม่สามารถทำได้ หรืองานคร่ำซึ่งเป็นงานฝีมือ มีขั้นตอนสลับซับซ้อน ใช้เวลาทำนาน ทำให้ไม่มีผู้ใดอยากจะทำ จึงทรงนำลูกหลานของเกษตรกรมาอนุรักษ์งานช่างศิลป์ไทย เพราะทรงเชื่อมั่นว่าในสายเลือดคนไทยมีความเป็นช่าง และมีศิลปะอยูในตัวตน

“...ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนา หรือมีอาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อน และฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒

เป็นเวลานานกว่า ๔๐ ปี ที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา เป็นแหล่งสร้างสรรค์บุคลากรและผลงานประณีตศิลป์ชั้นสูง เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและพัฒนาช่างสูงระดับฝีมือช่างหลวง พุทธศักราช ๒๕๕๓ จึงได้รับการยกสถานะเป็น สถาบันสิริกิติ์ ด้วยศักยภาพของหน่วยงานที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕